22,October,2017
 

Q : การสมัครผ่านทางตัวแทน (Agency) ดีอย่างไร

A : การสมัครผ่านทาง Agencyนั้นผู้สมัครมิต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆเพิ่มเติม ค่าใช้จ่ายทั้งหมดเท่ากับที่สมัครโดยตรงกับสถาบัน เนื่องจาก Agency นั้นทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานแทนสถาบันที่เป็นตัวแทนโดยตรงทั้งด้านเอกสารและในเรื่องต่างๆซึ่งทำให้ผู้สมัครสามารถรับข้อมูลที่ครบถ้วนและสอบถามในเรื่องต่างๆได้สะดวกมากยิ่งขึ้นและยังเป็นการลดค่าใช้จ่ายรวมถึงประหยัดเวลาของผู้สมัครเนื่องจากมีตัวกลางคอยประสานงานและดูแลทุกขั้นตอนของการสมัครอย่างใกล้ชิด นอกจากการประสานงานในเรื่องการสมัครและคอยดูแลความพร้อมของผู้สมัครก่อนเดินทางแล้ว Agency ยังทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการประสานงานให้กับผู้ปกครองและผู้สมัครขณะที่กำลังศึกษาอยู่ในประเทศญี่ปุ่นตลอดระยะเวลาของการศึกษาจึงทำให้ผู้ปกครองหมดปัญหาเรื่องการสื่อสารกับทางสถาบันต่างๆซึ่งใช้ภาษาญี่ปุ่นสื่อสารเป็นหลัก

 

Q : ไมนิจิ อะคาเดมิคกรุ๊ปทำหน้าที่อะไรบ้าง

A : ไมนิจิ อะคาเดมิคกรุ๊ปได้รับการแต่งตั้งเป็นตัวแทนโดยตรงจากสถาบันศึกษาทั่วทุก ภูมิภาคญี่ปุ่น ภายใต้คอนเซ็บป์ Japan One-Stop-Service ในการดูแลทุกขั้นตอนในการสมัครเรียนต่อประเทศญี่ปุ่น อาทิทำหน้าที่เป็นตัวแทนในการประสานงานติดต่อเรื่องต่างๆระหว่างโรงเรียนและผู้สมัครโดยเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการให้คำแนะนำโรงเรียนที่เหมาะสม การดูแลเรื่องการกรอกและเตรียมเอกสารเพื่อประกอบการสมัคร การประสานงานส่งเอกสารให้ทางโรงเรียนจนกระทั่งทราบผลและแจ้งผลการตอบรับเข้าศึกษาต่อ ประสานงานเรื่องหอพัก บริการจองตั๋วเดินทางเพื่อรับสิทธิ์เพิ่มน้ำหนักกับทางสายการบินพันธมิตร บริการ Pick up service และการปฐมนิเทศเตรียมความพร้อมให้นักเรียนทุกคนก่อนเดินทางไปศึกษาต่อ ณ ประเทศญี่ปุ่นโดยไม่ค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้นรวมถึงให้คำแนะนำในการศึกษาต่อในระดับสูง ประสานงานและแนะนำในการจัดหางานให้กับนักเรียนเมื่อศึกษาจบจากประเทศญี่ปุ่น เป็นต้น

 

Q : อะไรคือความแตกต่างของการสมัครตรงกับสถาบันและการสมัครผ่านทาง Agency

A :  การดำเนินตามขั้นตอนการสมัครต่างๆ ระหว่างสมัครตรงและสมัครผ่านตัวแทนมีขั้นตอนดำเนินการเรื่องเอกสารเหมือนกัน แต่ข้อดีและข้อได้เปรียบหากสมัครผ่านไมนิจิอะคาเดมิคกรุ๊ป คือการลดขั้นตอนความยุ่งยากในการติดต่อประสานงานโดยตรงกับสถาบันที่ทำการสมัครซึ่งส่วนใหญ่ใช้ภาษาญี่ปุ่นในการติดต่อสื่อสาร นอกจากนั้น ระหว่างการสมัคร ไมนิจิยังทำการแจ้งความคืบหน้าขั้นตอนการสมัครเป็นระยะ จนถึงขั้นตอนการประกาศผลหากทำการสมัครตรง ขั้นตอนเหล่านี้ผู้สมัครต้องดำเนินการเองทั้งหมดหากพลาดขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งอาจทำเกิดการเสียเวลาและพลาดโอกาสในการไปศึกษาต่อได้ดังนั้นระบบและขั้นตอนการสมัครโดยผ่านตัวแทนจึงเป็นทางเลือกที่ดีและไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น

 

Q : อะไรคือข้อดีของการศึกษาต่อประเทศญี่ปุ่น

A : ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีมีความสวยงามทางด้านศิลปวัฒนธรรมและประเพณีที่สืบต่อกันมาเป็นระยะเวลาอันยาวนานนอกจากการไปเรียนภาษาหรือการเรียนต่อในระดับสูงแล้วข้อได้เปรียบที่สำคัญที่นักเรียนจะได้เรียนรู้คือการเรียนรู้ธรรมเนียมปฏิบัติแบบญี่ปุ่นและมารยาทการเข้าสังคมแบบญี่ปุ่น

ข้อดีของการศึกษาต่อประเทศญี่ปุ่นนั้นขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของผู้สมัครที่มีการวางแผนในอนาคตที่แตกต่างกันออกไป การศึกษาโดยตรง ณ ประเทศญี่ปุ่นนั้นทำให้ผู้เรียนสามารถมีโอกาสในการพัฒนาภาษาได้เร็วมากกว่าการศึกษาในประเทศไทยเนื่องด้วยสภาพแวดล้อมและโอกาสในการใช้ภาษาที่มีมากกว่า อีกทั้งยังได้เรียนรู้ประเพณี วัฒนธรรมและแนวการใช้ชีวิตของคนญี่ปุ่นซึ่งทำให้เกิดความเข้าใจและเหมาะกับผู้ที่ต้องทำงานร่วมกันกับชาวญี่ปุ่น

โดยภาพรวมกลุ่มของผู้ศึกษาในประเทศญี่ปุ่นนั้นแบ่งออกเป็น กลุ่มผู้ที่ต้องการศึกษาเฉพาะภาษาญี่ปุ่นโดยเฉพาะเพื่อนำมาใช้ทางด้านการประกอบอาชีพหรือสื่อสาร และกลุ่มที่ต้องการศึกษาต่อในสายวิชาชีพหรือในระดับสูงทั้งปริญญาตรี โท เอกเป็นต้น ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใดสิ่งที่ผู้ศึกษานั้นได้ติดตัวกลับมาอย่างแน่นอนคือความเชี่ยวชาญในด้าน “ภาษา” ซึ่งยังเป็นที่ต้องการในสายอาชีพต่างๆทั้งในบริษัทญี่ปุ่นมากมายที่มาลงทุนในประเทศไทยหรือนำความรู้ภาษามาใช้ในสายวิชาชีพต่างๆอาทิ ล่าม ผู้แปล มัคคุเทศก์ เลขานุการ เป็นต้น ทั้งนี้ผู้ที่มีความรู้ในภาษาที่สามนั้นย่อมเป็นที่ได้เปรียบในโอกาสการหางานหรือนำไปประกอบอาชีพต่างๆอย่างแน่นอน

 

Q : ตำแหน่งงานที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มีความรู้ภาษาญี่ปุ่นในประเทศไทยมีอะไรบ้าง

A : ปัจจุบันการลงทุนของชาวญี่ปุ่นในประเทศไทย มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆและความต้องการบุคคลากรในองค์กรที่มีความรู้ความสามารถทางด้านภาษาญี่ปุ่นก็เพิ่มจำนวนตามขึ้นไปด้วย โดยหลักๆตำแหน่งงานที่น่าสนใจในอันดับต้นๆคือ ล่ามผู้แปลภาษา ผู้ประสานงาน เจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดหรือแม้แต่เลขานุการของประธานบริษัทถ้ามีความรู้ภาษาญี่ปุ่นก็จะได้รับการพิจารณาเป็นกรณีพิเศษ

ผู้ที่มีความรู้ทางด้านภาษาญี่ปุ่นนั้นยังเป็นที่ต้องการอยู่มากในองค์กรต่างๆอาชีพที่ต้องการผู้ที่สามารถสื่อสารภาษาญี่ปุ่นนั้นมีอยู่หลายด้านทั้งอาชีพที่เน้นความรู้ทางด้านภาษาโดยตรงอาทิ ล่าม ผู้แปล มัคคุเทศก์ ฯลฯ และความรู้ทางด้านวิชาชีพหรือในแขนงต่างๆอาทิ วิศวกรรมสิ่งแวดล้อม วิศวกรรมไฟฟ้า สถาปนิก กฎหมาย บัญชี ช่างเครื่องยนต์ แพทย์ นักออกแบบบรรจุภัณฑ์ แฟชั่นดีไซน์ ออกแบบเกมส์ อนิเมชั่น การทำอาหาร การจัดดอกไม้ฯลฯ สำหรับผู้ที่ศึกษาด้านต่างๆเหล่านี้มานั้นถือว่าได้ทั้งภาษาและความรู้เฉพาะทางซึ่งโอกาสในการหางานและเงินเดือนที่ดีนั้นมีอยู่มาก

 

Q : การเรียนภาษาญี่ปุ่นอย่างเดียวคุ้มค่าต่อเวลาและค่าใช้จ่ายหรือไม่

A : การเรียนภาษาญี่ปุ่น ณ ประเทศญี่ปุ่น ก็เปรียบได้กับการลงทุนทางด้านการศึกษาเวลาและค่าใช้จ่ายที่สูญเสียไป คงไม่ใช่ตัวแปรสำหรับการตัดสินใจเลือกเรียนภาษาที่สามแต่ทั้งนี้การเรียนภาษาญี่ปุ่นอย่างเดียวนอกเหนือจากความรู้ภาษาญี่ปุ่นที่ได้ผู้เรียนยังได้เรียนรู้ประสบการณ์และการเปิดโลกทัศน์ใหม่ๆให้กับตัวเอง ความคุ้มค่าที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงแค่ภาษาญี่ปุ่นเท่านั้นแต่รวมถึงประสบการณ์ที่ได้รับจากการใช้ชีวิตใต่างประเทศด้วย

 

Q : การเรียนภาษาญี่ปุ่นในประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นแตกต่างกันอย่างไร

A : หลายคนเกิดคำถามนี้เสมอเมื่อเริ่มต้นเรียนภาษาญี่ปุ่น แน่นอนว่าการเรียนภาษาในประเทศที่เป็นเจ้าของภาษา การได้ฝึกฝน การได้ยิน ได้ฟังทุกวันสามารถช่วยพัฒนาทักษะทั้ง 4 ด้านให้พัฒนาได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น เมื่อเปรียบเทียบแล้วระยะเวลาที่เรียนในประเทศไทย และประเทศญี่ปุ่นสิ่งที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดคือความเร็วในการพัฒนาทักษะต่างๆของสภาพแวดล้อมจริงจากเจ้าของภาษานั่นเอง

 

Q : หากตัดสินใจเรียนต่อประเทศญี่ปุ่นจำเป็นต้องมีพื้นฐานก่อนเดินทางหรือไม่

A : จำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากว่าการไปเรียนที่ประเทศญี่ปุ่น ในช่วงแรก หากนักเรียนไม่ไม่สามารถสื่อสารเบื้องต้นได้ จะทำให้การใช้ชีวิตในช่วงแรกค่อนข้างลำบาก เนื่องจากประเทศญี่ปุ่นเป็นชนชาติที่ไม่นิยมใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร ดังนั้นก่อนเดินทางไปเรียนที่ประเทศญี่ปุ่น จึงจำเป็นต้องมีความรู้ภาษาญี่ปุ่นอย่างน้อย 120 ชั่วโมงขึ้นไป

 

Q : ประเทศญี่ปุ่นมีสาขาใดน่าเรียนบ้าง

A : อย่างที่ทราบกันดีว่าประเทศญี่ปุ่นเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีสาขาวิชาที่ได้รับความสนใจมากในอันดับต้นๆคือ วิศวกรรมศาสตร์,บริหารธุรกิจ หรือแม้แต่สาขาวิชาชีพเฉพาะทางอาทิเช่น สาขา คอมพิวเตอร์กราฟฟิค แอนิเมชั่น หรือ แฟชั่นดีไซน์ (วิทยาลัยอาชีวศึกษา)ก็ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายเนื่องจากเป็นการเรียนแบบเจาะลึกในศาสตร์นั้นๆและเมื่อจบแล้วก็จะได้รับใบรับรองเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขานั้นๆด้วย

 

Q : สามารถเลือกเรียนหลักสูตรอินเตอร์ในระดับปริญญาตรี โท เอกได้หรือไม่

A : สามารถเรียนได้แต่หากผู้สมัครสามารถเข้าเรียนโดยภาษาญี่ปุ่นจะมีโอกาสเลือกสถาบันศึกษาได้หลากหลายกว่ามาก ทั้งนี้การเรียนโดยภาษาญี่ปุ่นนั้นอาจทำให้ต้องเสียเวลาในการศึกษาภาษาญี่ปุ่นให้ได้ในระดับมาตรฐานที่ทางสถาบันศึกษาต่างๆตั้งไว้ แต่ความรู้ในด้านภาษานั้นจะเป็นประตูในความเข้าใจเรื่องต่างๆของประเทศญี่ปุ่นได้ดีกว่ามาก ตำราเรียนและหนังสือมากมายที่มีเพียงภาษาญี่ปุ่นเท่านั้นรวมถึงภาษายังเป็นสะพานเชื่อมในการทำความรู้จักและเข้าใจคนญี่ปุ่นได้มากยิ่งขึ้น ปัจจุบันมีมหาวิทยาลัยที่เปิดหลักสูตรการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษหรือหลักสูตรอินเตอร์อยู่หลายแห่ง ช่วงเวลาและขั้นตอนการสมัครการสอบข้อเขียนและสัมภาษณ์ก็แตกต่างกันออกไป สามารถดูรายละเอียดทางเว็ปไซต์ http://www.jeic-bangkok.org/files/ext/degree_english%28all%20level%29.pdf

 

Q : การเรียนต่อในระดับปริญญาจะต้องมีคุณสมบัติอย่างไรและมีขั้นตอนสมัครอย่างไรบ้าง

A : โดยทั่วไป หากเป็นการเรียนต่อในระดับปริญญาตรี นักศึกษาจะต้องมีความรู้ภาษาญี่ปุ่นเทียบเท่าการสอบวัดระดับความรู้ภาษาญี่ปุ่น JLPT ระดับ 1 หรือ คะแนนสอบ EJUตั้งแต่ 200 คะแนนขึ้นไป ช่วงเวลาการเปิดรับสมัคร ขึ้นอยู่กับแต่ละมหาวิทยาลัยโดยจะเริ่มเปิดรับสมัครตั้งแต่ช่วงเดือน ส.ค. –  เดือน ต.ค. โดยประมาณ สำหรับปริญญาตรีการสอบคล้ายกับประเทศไทยคือมีสอบข้อเขียนและการสอบสัมภาษณ์ แต่ปริญญาโทและปริญญาเอก โดยส่วนใหญ่ จะต้องเข้าไปเป็นนักศึกษาวิจัยก่อนอย่างน้อย6 เดือน – 1 ปี เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับอาจารย์ที่ปรึกษาและการทำวิจัยในหัวข้อที่ต้องการเรียนต่อในระดับสูง ซึ่งมีผู้กล่าวไว้ว่าถือ การเรียนปริญญาโทเป็นการฝึกทำวิจัยให้เป็น ส่วนปริญญาเอก คือการฝึกทำวิจัยให้เป็นผู้เชี่ยวชาญ

 

Q : การเรียนสายวิชาชีพหากเรียนจบปริญญาตรีแล้วยังสามารถเข้าเรียนได้หรือไม่

A : สามารถเรียนได้ โดยขั้นตอนการสมัครจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของสถาบันคือจะต้องมีความรู้ทางด้านภาษาญี่ปุ่นเทียบเท่าการสอบวัดระดับ JLPT ระดับ N2 ขึ้นไป รวมถึงบางสาขาอาจจะมีการสอบวิชาความถนัดของสาขานั้นๆด้วยหากจบแล้วจะได้รับใบประกาศนียบัตร

 

Q : อะไรคือความหมายของมหาวิทยาลัยระยะสั้น “Tanki Daigaku” เทียบได้กับการเรียนระดับใดในประเทศไทย

A : เทียบเท่ากับอนุปริญญาของประเทศไทย ใช้เวลาเรียนประมาณ 1-2 ปี แล้วแต่หลักสูตร ซึ่งเปิดสอนทั้งใน วิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัย การเรียนการสอนจะเน้นการปฏิบัติมากกว่าทฤษฎีทำให้นักเรียนที่จบการศึกษาแล้ว สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้เลยหรือถ้าต้องการเรียนในระดับสูงขึ้นก็สามารถโอนหน่วยกิตเพื่อเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยได้การเรียนในระดับนี้ ใช้วุฒิการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายเท่านั้นแต่ไม่ได้จำกัดเฉพาะนักเรียนที่เพิ่งจบชั้นมัธยมเท่านั้นหากแต่ยังเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ หรือต้องการเปลี่ยนแนวอาชีพของตนอีกด้วย

 

 

4,764 View
Last Update : 02 October 2010 10:08