22,October,2017
 
ชื่อประเทศและการปกครอง
สันนิษฐานว่าประเทศญี่ปุ่นเริ่มต้นใช้ชื่อประเทศว่า "นิฮง/นิปง" ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12 จนถึงพุทธศตวรรษที่ 13 ความหมายตามตัวอักษรคันจิหมายถึง ถิ่นกำเนิดของดวงอาทิตย์หรือดินแดนแห่งอาทิตย์อุทัย ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยโดยมีสมเด็จพระจักรพรรดิอกิฮิโตะทรงเป็นประมุขแต่อำนาจการปกครองส่วนใหญ่ตกอยู่กับนายกรัฐมนตรีและสมาชิกอื่นๆ ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ จากการสำรวจปี 2005 มีประชากรทั้งสิ้นประมาณ 127 ล้านคน จังหวัดที่มีประชากรสูงสุดได้แก่ โตเกียว โยโกฮาม่า โอซาก้า นาโกย่า และฮอกไกโด รองลงมาตามลำดับ
การเดินทางของชาวญี่ปุ่น
มีช่วงการเดินทางอยู่ 3 ช่วงใหญ่ๆ คือ ช่วงเวลา“สัปดาห์ทอง”, ช่วงเวลา “เทศกาลโอบ้ง” (เดือนสิงหาคม) และช่วงวันหยุดปีใหม่ การคมนาคมทุกประเภทจะเต็มไปด้วยผู้คนท่องเที่ยวจำนวนมาก สามารถแบ่งความนิยมในการท่องเที่ยวได้หลายประเภท


ชูกะกุ เรียวโก (การนำเที่ยวของโรงเรียน)

ในฤดูใบไม้ผลิและใบไม้ร่วง เด็กนักเรียนโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลายมักจะออกเดินทางท่องเที่ยว โดยรถไฟและรถบัสกันเป็นจำนวนมาก การเดินทางมักนิยมท่องเที่ยวเมืองโตเกียว และเมืองนาราที่มีวัดและสถานที่แสดงถึงวัฒนธรรมของชาติ หรือไปเมืองฮิโรชิมา ซึ่งเด็กๆจะได้ดูสิ่งที่เหลือจากการโจมตีด้วยระเบิดนิวเคลียร์ระหว่างสงคราม โลก และเป็นการปลูกฝังความรู้สึกที่เห็นคุณค่าแห่งความสงบสุข ส่วนเด็กที่อยู่ตามต่างจังหวัดมักจะเดินทางมาเที่ยวย่านฮาราจูกุในโตเกียว

การท่องเที่ยวของนักศึกษามหาวิทยาลัย

นักศึกษามหาวิทยาลัยมักจะไปเที่ยวทะเลและปีนเขาในช่วงฤดู ร้อน เล่นสกีในฤดูหนาว และตั้งค่ายฝึกเล่นเทนนิสในฤดูใบไม้ผลิและใบไม้ร่วง ส่วนนักศึกษาปีสุดท้าย มักใช้เวลาในช่วงฤดูร้อนเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศโดยใช้เงินซึ่งเก็บจากการ ทำงานพิเศษ (arubaito )

พนักงานบริษัท

พนักงานบริษัทสาวๆ ญี่ปุ่นนิยมใช้เวลาในวันหยุดเดินทางไปเที่ยวเกาะฮาวาย เกาะกวม รวมถึงในประเทศไทย โดยใช้เงินเดือนและโบนัสทั้งหมดที่มีอยู่

สมาชิกในครอบครัว

สถานที่ที่เด็กๆนิยมคือ Disneyland และ Universal Studio รวมถึงสวนสนุกตามเมืองต่างๆ ซึ่งนิยมไปกันทั้งครอบครัว และการเดินทางไปยัง ออนเซน (น้ำพุร้อน) ก็นับเป็นการพักผ่อนหย่อนใจเป็นอย่างมาก มีทั้งคู่ที่มีอายุ และหนุ่มสาวต่างพากันออกไปตามนอกเมืองเพื่อแช่น้ำพุร้อนโดยเฉพาะ
เครื่องแบบนักเรียนญี่ปุ่น

ชุดนักเรียนญี่ปุ่นนั้นมีครั้งแรกในสมัยเมจิ (ค.ศ. 1868 – 1912) โดยมีวัฒนธรรมทางตะวันตกเข้ามา เสื้อปกกะลาสีของทหารได้รับความนิยมจึงถูกเลือกเป็นเครื่องแบบนักเรียนหญิง ส่วนนักเรียนชายเป็นเสื้อคอปิดแขนกระบอกสีดำ มีการเปลี่ยนเครื่องแบบนักเรียนในช่วงฤดูร้อนและฤดูหนาว ฤดูร้อนเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน และเครื่องแบบฤดูหนาวเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม แต่ในโรงเรียนอาจมีการกำหนดวันเฉพาะของทางโรงเรียนตามความเหมาะสม แต่ในมหาวิทยาลัยนั้นไม่มีเครื่องแบบเป็นทางการ แต่นิยมใส่ “ฮากามะ” ชุดญี่ปุ่นที่มีลักษณะคล้ายกางเกงโดย ใส่ทับบนชุดกิโมโนซึ่งชุดนี้จะใส่ในวันพิธีจบการศึกษา ส่วนผู้ชายจะสวมใส่ชุดกิโมโนสำหรับผู้ชายและมีเสื้อสวมทับ
เงินเยน
เงินเยน ประกอบไปด้วยธนบัตรราคา 1,000 2,000 5,000 และ 10,000 เยนตามลำดับ ส่วนเหรียญจะมีทั้งหมด 6 ชนิด ได้แก่ราคา 1, 5, 10, 50, 100 และ 500 เยน บนธนบัตร 1,000 เยนเป็นภาพของกวีที่ชื่อ “นซึเมะ โซเซคิ” (ค.ศ. 1867-1916) ซึ่งเป็นกวีที่มีชื่อเสียงในสมัยเมจิ ส่วนธนบัตรชนิด 5,000 เยน จะเป็นภาพใบหน้าของ “นิโตะเบะ อินะโซ” นักการศึกษาที่มีชื่อเสียงในสมัยเมจิและสมัยโชวะ (ค.ศ. 1862-1933) ส่วนธนบัตรใบละ 10,000 เยน เป็นภาพของนักคิดนักการศึกษา คนสำคัญในสมัยเมจิที่ชื่อ “ฟุคุซาวะ ยูคิฉิ” (ค.ศ. 1834-1901) ส่วนมากคนญี่ปุ่นจะให้ความสำคัญแก่ผู้ที่มีบทบาททางสังคมและวัฒนธรรมมากกว่า การใช้รูปจักรพรรดิ์บนธนบัตร สำหรับธนบัตรใหม่ 2,000 เยนนั้น ถูกจัดพิมพ์ขึ้นมาในจำนวนจำกัดเพื่อแป็นที่ระลึกในการประชุมผู้นำนานาชาติ (Summit) ที่ Okinawa ซึ่งจัดขึ้นในปีค.ศ. 2000 ด้านหน้าของธนบัตรเป็นรูปประตูโบราณที่มีชื่อว่า “ชูเรมง” ทางด้านเหรียญของญี่ปุ่น จะเป็นรูปสัญลักษณ์ต่างๆอาทิเช่น เหรียญ 100 เยน จะเป็นรูปดอกซากุระ เหรียญ 10 เยน เป็นรูปคฤหาสน์ไม้โบราณในเกียวโตชื่อ “เบียวโคอิน” ส่วนเหรียญ 5 เยนในภาษาญี่ปุ่นออกเสียงว่า “โกะเอ็น” มีความหมายว่า “มิตรภาพ” ดังนั้นคนญี่ปุ่นจึงนิยมใช้เหรียญ 5 เยนในในเรื่องมงคลต่างๆหรือใช้ในการโยนเหรียญทำบุญตามวัดวาอาราม
อาหารกล่อง

ศิลปะการตกแต่งข้าวกล่องของชาวญี่ปุ่นนั้นนับว่าเป็นความงดงามต่อผู้ บริโภคเป็นอย่างยิ่ง โดยจะนำเครื่องปรุงและส่วนผสมที่สำคัญในแต่ละฤดูกาล หรือที่หาได้ในท้องถิ่นนั้นๆ มาทำเป็นรูปแบบต่างๆ วางเรียงกันอย่างสวยงาม Obento หรือข้าวกล่องนั้นเป็นที่นิยมสำหรับคนญี่ปุ่น โดยเฉพาะผู้เดินทาง เพราะสะดวกในการพกพาและการรับประทาน

Ekiben (เอกิเบน) เป็นข้าวกล่องที่จำหน่ายตามสถานีรถไฟ มีราคาเฉลี่ยประมาณ 500 - 2,000 เยน ขึ้นอยู่กับส่วนผสมและความมีชื่อเสียงของร้านนั้นๆ บางครั้งการซื้อข้าวกล่องในท้องถิ่นนั้นๆ จะเป็นโอกาสให้ทราบถึงอาหารที่มีชื่อเสียงประจำท้องถิ่น
ประเทศญี่ปุ่นเป็นต้นตำรับแห่งการคิดค้นคาร์แร็คเตอร์การ์ตูนในรูปแบบต่างๆ ซึ่งในประเทศไทยเองก็ได้รับอิทธิพลด้านนี้มาไม่น้อย ในประเทศญี่ปุ่นเองก็มีการสนับสนุนนักวาดการ์ตูนรุ่นใหม่ๆ โดยมีการจัดงานเพื่อให้แต่ละคนนำผลงานของตนเองมาแสดงหรือจำหน่าย ถ้าสำนักพิมพ์ไหนเกิดถูกใจเรื่องไหนก็จะมีการชักชวนไปเป็นนักเขียนมืออาชีพ ในสังกัดของตน งานการ์ตูนและแอนนิเมชั่นจะจัดขึ้นหลายงานในแต่ละปี ซึ่งจะมีคนญี่ปุ่นไม่น้อย รวมถึงชาวต่างชาติที่มีใจรักการ์ตูนต่างเฝ้ารองานสำคัญที่จะจัดขึ้นอย่างใจ จดใจจ่อ อาทิเช่น งาน Comikate, Comic City หรือ งาน Tokyo International Animation เป็นต้น ภายในงานจะมีการแสดงผลงานการ์ตูนทำมือที่วาดและจำหน่ายโดยกลุ่มคนรักการ์ตูน ที่เรียกว่า "Circus" และผลงานของคนเหล่านี้จะเรียกว่า "Dojinshi" (โดจินชิ) ในเมืองไทยเองก็มีการแสดงผลงานแบบนี้อยู่ไม่น้อย รวมถึงมีการแต่งตัวเลียนแบบตัวการ์ตูนเรื่องต่างๆ หรือที่เรียกกันว่า "Cosplay"
สำหรับประเทศญี่ปุ่นแล้วร้านร้อยเยน (เฮียะ ขุ เอ็น ช้อปปุ) นับว่าเป็นทางเลือกในการซื้อของที่คุ้มค่าอย่างหนึ่ง ไม่ใช่เฉพาะคนญี่ปุ่น
แต่เป็นที่ชื่นชอบไม่น้อยสำหรับนักเรียนที่ต้องการหาสินค้าหลากหลายราคา ประหยัด เพราะสินค้าเกือบทั้งร้านจะขายในราคา 100 เยน
ถ้าใครรู้จักเลือกก็นับว่ามีของที่มีคุณภาพอยู่ในร้านไม่น้อย ร้าน 100 เยน ที่ได้รับความนิยมมาก ได้แก่ร้าน Daiso (ไดโซะ) ซึ่งมีการขยายมายังประเทศไทยแล้วหลายสาขา ในร้านมีของขายเกือบทุกประเภทโดยจัดวางไว้เป็นหมวดหมู่ บางสาขามีหลายชั้นให้เลือกซื้อได้อย่างเพลิดเพลิน แต่เวลาเลือกซื้อก็ควรลองรวบรวมราคาอยู่เป็นระยะจะช่วยให้ซื้อของได้ประหยัด อย่างแท้จริง
ร้านขายของมือสอง (Chu - ko)

มีร้านค้าต่างๆมากมายจำหน่ายของชนิดมือสองที่ยังมีสภาพดีอยู่มาจำหน่าย สามารถเลือกดูสินค้าตามความพอใจ สินค้าที่นิยมมาขายมือสองมีเกือบทุกประเภทที่นิยมหาซื้อ ได้แก่ คอมพิวเตอร์ เครื่องดนตรี เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ซีดี วีดีโอ การ์ตูนและนิตยสาร ฯลฯ บางแห่งจะระบุสภาพของสินค้าให้ผู้ซื้อทราบ สินค้าสภาพดีบางชั้นจำหน่ายในราคาถูกกว่าของจริงไม่มาก แต่คนยังไม่นิยมซื้อหา เนื่องจากบางชนิดเป็นสินค้าที่เพิ่งวางจำหน่าย
ร้านจำหน่ายตั๋วราคาถูก
ชาวญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยที่นิยมหาซื้อตั๋วชนิดต่างๆ เช่นตั๋วเครื่องบิน ตั๋วรถไฟ ตั๋วชมคอนเสิร์ต บัตรกำนัลของห้างสรรพสินค้า สแตมป์ บัตรชมภาพยนตร์ ฯลฯ ในราคาที่ต่ำกว่าราคาจริง ในบางแห่งสามารถซื้อตั๋วในราคาที่ประหยัดมาก จึงมีคนมักมาแวะเวียนเช็คดูตั๋วราคาประหยัดชนิดต่างๆอยู่เสมอ มักจะตั้งอยู่บริเวณสถานีรถไฟหรือห้างสรรพสินค้าในเมืองใหญ่ๆ
ร้านสะดวกซื้อ
จะมีสินค้าบริการไว้ครบครัน อาทิเช่น ข้าวกล่อง ข้าวปั้น ซาละเปา โอเด้ง และของจำเป็นทุกอย่างที่ใช้ในบ้าน รวมถึงนิตยสาร การ์ตูนต่างๆ ฯลฯ บริการที่สะดวกอื่นๆนับเป็นอีกหนึ่งจุดขาย ทางร้านจะมีบริการอื่นๆให้มากมาย อาทิ

การส่งแฟกซ์ ส่งไปรษณีย์ บริการจองตั๋วคอนเสิร์ตหรือบัตรเข้าชมต่างๆ
บริการรับส่งของภายในประเทศญี่ปุ่น ทั้งกระเป๋าสัมภาระต่างๆ หรือกรณีต้องการส่งของขวัญให้ผู้อื่น
บริการรับจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ รับอัดรูป ขายบัตรโทรศัพท์ต่างๆ รับสั่งทำการ์ดในเทศกาลต่างๆ บริการสั่งของจากทางแคตตาล็อก เป็นต้น
ร้านขายของถูก (Discount Store)

มีร้านขายของถูกหรือประเภทของโชห่วย ซึ่งนักศึกษาสามารถหาซื้อของที่มีวางขายอยู่ในห้างสรรพสินค้า แต่มีราคาที่ถูกกว่า ซึ่งถ้ารู้จักเลือกสินค้าให้ถูกแหล่งก็จะเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายบางส่วน ในร้านขายของถูกจะมีวางขายสินค้าทุกชนิด อาทิ เครื่องไฟฟ้า อาหารเครื่องดื่ม ของใช้ประจำวัน ฯลฯ ร้านค้าอาจจะวางสินค้าดูไม่สวยนักและลูกค้าอาจไม่ได้รับบริการจัดส่งให้ แม้ซื้อสินค้าขนาดใหญ่ แต่จะมีราคาจำหน่ายที่ถูกกว่าซื้อตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป ซึ่งนักศึกษาอาจจะลองเปรียบเทียบดู ร้านที่นิยมซื้อกัน อาทิเช่น Donki Hote มีของทุกอย่างตั้งแต่ธรรมดาถึงแบรนด์ดังๆ มีหลายสาขาทั้ง ชินจูกุ ชิบุย่า ฯลฯ สังเกตได้จากป้ายนีออนที่มีรูปนกเพนกวิน
ตลาดนัด (Flea Market)

ตลาดนัดได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆในญี่ปุ่น โดยเฉพาะในแถบเกียวโตมีจัดตลาดนัดรายสัปดาห์ทุกสัปดาห์ เป็นที่รู้จักกันดีในโตเกียว ได้แก่ ตลาดนัดโยโยงิ (Yoyogi) ซึ่งจัดโดยคณะกรรมการรณรงค์การใช้ของรีไซเคิล ส่วนมากจะจัดขึ้นตามสวนสาธารณะ ในเกียวโตมีการขายของประเภทนี้ตามวัด ซึ่งเป็นที่นิยมสำหรับนักท่องเที่ยวเช่นกัน มีร้านค้าข้างทาง (Yatai) ขายอาหารพื้นบ้านญี่ปุ่นมาขายตามงานเหล่านี้มากมาย ดังนั้นถึงไม่มีความต้องการซื้ออะไรก็เป็นการเดินเล่นดูของสบายๆ ร้านค้าที่จำหน่ายของสามารถต่อรองราคาได้ โดยเฉพาะเวลาใกล้เลิก
Valentine Day 14 กุมภาพันธ์ และ White Day 14 มีนาคม
ในแต่ละปีชาวญี่ปุ่นจะให้ความสำคัญกับวันแห่งความรักนี้ โดยผู้หญิงจะให้ของขวัญกับฝ่ายชายที่ตนเองมีความรู้สึกพิเศษโดยเฉพาะช็อคโก แลต และมีจำนวนไม่น้อยที่ตั้งหน้าตั้งตาทำช็อคโกแลต
ด้วยตนเอง ช็อคโกแลตที่ให้กันจะแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ช็อคโกแลตที่ให้คุณพ่อหรือเพื่อนร่วมงานที่มีสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน หรือแสดงการขอบคุณ ช็อคโกแลตประเภทนี้เรียกว่า Giri - Choco(กิริ ช็อคโกะ) ส่วนช็อคโกแลตที่ทำให้คนรักนั้น จะเรียกว่า Honmei - Choco (ฮงเมอิ - ช็อคโก) เป็นโอกาสที่ได้บอก
ความรู้สึกที่มีอยู่กับคนที่รักหรือแอบชอบ

สำหรับชายที่ต้องการตอบแทนความรู้สึกที่ดีให้กับฝ่ายหญิงนั้น
จะใช้วัน "White Day" ซึ่งเป็นโอกาสที่ฝ่ายชายจะตอบแทนความรู้สึกที่ดีกับฝ่ายหญิง โดยให้ของหวานหรือของที่ระลึกต่างๆ สำหรับการตอบรับรักนั้นนิยมให้ Mashmellow (มัชเมลโล่) เป็นการตอบรัก
การทิ้งขยะ
ในประเทศญี่ปุ่นนั้นจะมีการแบ่งขยะเป็นประเภทๆ โดยหลักๆจะแบ่งออกเป็น ขยะที่เผาได้และเผาไม่ได้ ขยะประเภทที่เผาได้ อาทิ กระดาษหนังสือพิมพ์ กล่องกระดาษ แก้ว กระดาษ เป็นต้น ส่วนกระดาษที่เผาไม่ได้จะมีขวดแก้ว อลูมิเนียม กระป๋องเครื่องดื่มอัดลมต่างๆ พลาสติก โฟม เป็นต้น นอกจากนั้นวันเก็บขยะจะถูกกำหนดตามประเภทของขยะ เช่น ทุกวันจันทร์จะเก็บขยะที่เป็นกระดาษ ทุกวันพุธจะเก็บขยะที่เป็นกระป๋องอลูมิเนียม เป็นต้น สำหรับผู้ที่ต้องการทิ้งขยะขนาดใหญ่ อาทิ ตู้เย็น โซฟา พัดลม เครื่องซักผ้า ฯลฯ ของประเภทนี้จะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการทิ้งให้กับทางราชการและจะมีกำหนดวัน ทิ้งไว้โดยเฉพาะเช่นกัน แต่เนื่องจากของเหล่านี้บางครั้งก็ยังมีสภาพดีอยู่ จึงมีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่แอบเก็บขยะเหล่านี้มา Recycle ใช้อีกครั้ง ในปัจจุบันเริ่มเปลี่ยนถังขยะแบบทึบมาเป็นแบบใส เพื่อให้เห็นของที่ทิ้งภายใน เป็นระบบรักษาความปลอดภัยอีกอย่างหนึ่งของญี่ปุ่น
 

11,399 View
Last Update : 09 April 2010 15:53