22,October,2017
 
เมือง KOBE เที่ยวเมื่อไหร่ไม่มีเบื่อ
เมื่อนึกถึงโกเบแล้ว คุณจะนึกถึงอะไรเป็นสิ่งแรก? เชื่อว่าทุกคนจะนึกถึงเนื้อโกเบ แน่นอนว่าไม่ใช่เฉพาะคนไทยแต่นักชิมทั่วโลกแทบไม่มีใครที่ไม่มีรู้จักเนิ้อโกเบ ซึ่งนับว่าเป็นการโปรโมทการท่องเที่ยวโกเบไปในตัวเพราะหลายๆท่านอยากมาโกเบเพื่อมาทานเนื้อชื่อดังจากเมืองนี้กันทั้งนั้น แต่หากโกเบมีสิ่งที่น่าสนใจและอยากให้ทุกๆท่านไปท่องเที่ยวกันอีกมากมายทั้งเรื่องแฟชั่น อาหารการกินและความสวยงสมของจุดท่องเที่ยวตามที่ต่างๆ การไปเที่ยวเมืองโกเบนั้นสามารถเดินทางไปได้ไม่ยากหากคุณมีโอกาสเดินทางไปเที่ยวในเขตคันไซอาทิจังหวัดโอซาก้า เกียวโตฯลฯ คุณก็สามารถแบ่งเวลาซักหนึ่งวันแวะไปเที่ยวโกเบได้อย่างสบายๆ
เพื่อนๆคงเห็นว่าเรามีโอกาสไปญี่ปุ่นอยู่บ่อยครั้งเลยมักจะถามว่านอกจากไปทานเนื้อโกเบแล้วควรไปทำอะไรดีในเมืองโกเบ เลยถือโอกาสแนะนำทุกๆท่าน ณ ที่นี้เลยแล้วกัน โกเบนั้นมีสนามบินเป็นของตัวเองโดยสร้างจากการถมทะเลและสร้างเป็นเกาะบริเวณชายฝั่งเมืองโกเบ ท่าเรือโกเบนั้นเปิดทำหารประมาณเดือนธันวาคมปี ค.ศ.1868 ถือเป็นหนึ่งในท่าเรือพาณิชย์ที่เปิดให้ชาวต่างชาติเข้ามาทำการค้าขายในประเทศญี่ปุ่นหลังจากที่ประเทศญี่ปุ่นปิดประเทศมาเป็นเวลานาน ผู้คนในเมืองโกเบนั้นต่างๆไม่เคยลืมเลือนการเกิดแผ่นดินไหวครั้งยิ่งใหญ่ในวันที่ 17 มกราคม ปี ค.ศ. 1995 ที่ทำให้ผู้คนเสียชีวิตไปกว่าห้าพันคน ในทุกๆปีจะมีการจัดงานรำลึกถึงผู้คนที่เสียชีวิตไปกับภัยธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ในครั้งนั้น และมีการสร้างอนุสรณ์ต่างๆขึ้นมากมายรวมถึงสร้างพิพิธภัณฑ์ “Kobe Earthquake Memorial Museum” เพื่อเป็นการให้ความรู้ผู้คนในการป้องกันและเอาตัวรอดในยามเกิดแผ่นดินไหวโดยรวมภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไว้ให้คนรุ่นหลังได้รับรู้ ปัจจุบันมรการก่อสร้างอาคารบ้านเรีอนที่เสียหายโดยเตรียมระบบการก่อสร้างต่างเพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต สิ่งที่เราควรภูมิใจก็คือประเทศเราไม่ค่อยมีเหตุการณ์แผ่นดินไหวให่น่าตกใจเหมือนในญี่ปุ่นสักเท่าไหร่แต่ก็มิใช่ว่าเราไม่เคยมี หากแต่ประเทศญี่ปุ่นเค้ามีให้เห็นอยู่บ่อยครั้งและเค้าก็พยายามพัฒนาเทคโนโลยยีต่างๆเพื่อรองรับเหตุการณ์แผ่นดินไหวร้ายแรงแบบนี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ กลับมาเรื่องน่าสนใจในเมืองนี้กันดีว่า หากท่านใดมีโอกาสไปแวะเยี่ยมเยียนเมืองโกเบ ก็ขอแนะนำสถานที่ที่น่าสนใจและสิ่งที่ควรลองดังต่อไปนี้
ขอเริ่มจากเรื่องที่เราๆสนใจกันมากที่สุดเลยก็คือเรื่องรับประทาน ตามที่เกริ่นมาข้างต้นว่ามาเมืองโกเบแล้วก็อย่าลืมหาเนื้อโกเบรับประทานดูให้ได้ โดยส่วนตัวแล้วรู้สึกว่าเนื้อในประเทศญี่ปุ่นนั้นอร่อยเป็นมาตรฐานอยู่แล้วแต่อย่างไรก็ดีเนื้อโกเบนั้นจะดว่าเป็นเนื้อที่คุณภาพชั้นเยี่ยม ไม่ลองก็เสียโอกาสรับรู้ของอร่อย เมื่อรับประทานเนื้อเข้าไปแล้วเนื้อนั้นจะละลายในปากโดยแทบไม่ต้องเคี้ยว พูดไปแล้วก็รู้สึกบาปแต่ขอเล่าสักหน่อยว่าวัวที่ถูกนำมาเสิรฟนั้นถูกเลี้ยงมาอย่างดีเป็นลูกวัวอายุประมาณสามปีโดยถูกนำมาลี้ยงในโรงเรือนที่มีอากาศเย็นแทบไม่มีพื้นที่ให้วิ่งออกกำลังกายโดยให้อาหารที่มีเส้นใยมากๆเช่นข้าวสาลี ข้าวโพด หญ้าแห้งฯลฯ ซึ่งก็เหมือนเราๆคือพอไม่ได้ออกกำลังกายไขมันก็เริ่มสะสมและต้องเลี้ยงด้วยเบียร์เพื่อให้ระบบย่อยดียิ่งขึ้นและมีอาการสงบ ไม่เครียดแถมต้องถูกนวดเฟ้นเพื่อให้ข้อตามส่วนต่างๆของร่างกายที่ไม่ค่อยออกกำลังกายสามารถเคลื่อนไหวได้ กว่าจะมาถึงปากเราๆ วัวนั้นต้องถูกประคบประหงมต่างๆมากมายโดยเฉพาะตัวที่มีลักษณะสวยงามและคุณภาพชั้นเยี่ยมจะถูกประมูลขายเป็นหลายล้ายเยนและถูกนำส่งไปยังภัตตาคารที่มีชื่อเสียง ในโกเบเองจะมีร้านอาหารที่จัดจำหน่ายเนื้อโกเบในเมนูอยู่มากมายโดยจะติดอายุของเนื้อวัวที่นำมาเสริฟว่ามีอายุอยู่ระหว่าง 28-60 เดือน อีกเนื้อที่หลายท่านรู้จักก็คือ เนื้อมัตสึซากะ (Matsuzaka) ซึ่งถือเป็น King of Beef ในขณะที่เนื้อโกเบนั้นเป็น Queen of Beef รสชาดและคุณภาพนั้นล้ำใกล้เคียงกันเพราะมาจากวัวพันธุ์เดียวกันเพียงแต่ถูกเลี้ยงกันคนละเมือง วัวโกเบถูกเลี้ยงในเมืองโกเบในเขตคันไซส่วนวัวมัตสึซากะนั้นมาจากเมืองมัตสึซากะ จังหวัดมิเอะ เขต Kinki โดยในอดีตจะผลิตจากเพศเมียเท่านั้น เป็นวัวพันธุ์ที่มาจากหุบเขาทาจิมะซึ่งเป็นสายพันธุ์หนึ่งของวัววากิวซึ่งหมายถึงวัวญี่ปุ่น เนื้อโกเบและเนื้อมัตสึซากะนั้นมีคุณค่าทางโภชนาการสูงเพราะอุดมไปด้วยโอเมก้าและเนื่องจากมีสัดส่วนของกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงกว่าโคพันธุ์อื่นจึงมีไขมันน้อยและปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค มักนิยมนำไปทำอหารในรูปแบบสเต๊ก เทปังยากิหรือแบบชาบูชาบูเวลาเนื้อวัวเหล่านี้ถูกจัดส่งมาถึงเมืองไทยจะมีราคาสูงถึงกิโลกรัมละเกือบสองหมื่นบาท ไหนๆไปถึงแหล่งแล้วก็ลองหารับประทานดู
นอกจากเนื้อโกเบที่อร่อยล้ำแล้ว โกเบยังเลื่องชื่อในเรื่องขนมหวานทั้งเค้ก พุดดิ้ง คุ้กกี้ ขนมปังฯลฯ ซึ่งใครได้ลิ้มลองแล้วจะต้องติดใจ โดยส่วนตัวคิดว่าขนมหวานในญี่ปุ่นอร่อยไม่แพ้ในยุโรป (อาจจะลำเอียงให้คะแนนญี่ปุ่นมากกว่าด้วยซ้ำ อาจเป็นเพราะญี่ปุ่นทำรสชาดได้ถูกใจคนเอเชียด้วยกันหรือเปล่าไม่ทราบ) ตามที่กล่าวในข้างต้นว่าท่าเรือพาณิชย์ในโกเบนั้นได้เปิดให้ชาวต่างชาติเข้ามาทำการค้าขายจึงมีชาวตะวันตกจำนวนมากเข้ามาทำการติดต่อค้าขายในประเทศญี่ปุ่นโดยตั้งรกรากอยู่ในเมืองโกเบ ดังนั้นใครที่ไปโกเบจะมีโอกาสลิ้มลองขนมอร่อยๆซึ่งเป็นยี่ห้อจ้าวดังๆที่นำไปจำหน่ายทั่วญี่ปุ่นอาทิ Juchheim ซึ่งมีขนมเค้กม้วนเป็นชั้นๆเป็นสัญลักษณ์ของยี่ห้อนี้เลยก็ว่าได้โดยต้นตำหรับนั้นมาจากประเทศเยอรมัน หรือขนมเวเฟอร์จ้าวดังของร้าน Fugetsudo ที่ใครๆก็พากันติดไม้ติดมือกลับมาเป็นของฝาก แต่ที่ห้ามพลาดโดยเด็ดขาดคือ Kobe Pudding โดยจะมีซ็อสคาราเมลให้ราดก่อนรับประทาน รสชาดอร่อยจนคุณไม่สามารถหยุดรับประทานได้นอกจากยี่ห้อ Kobe Pudding แล้วลองทายี่ห้อ Kazamidori Pudding ก็รับรองว่าจะติดใจไม่แพ้กันเลยทีเดียว ยังมีขนมคุ้กกี้ยี่ห้อ “Kobe Morozoff” ซึ่งมีคุ้กกี้รสต่างๆแต่ที่ชอบซื้อมาทานเองมักจะซื้อคุ้กกี้อัลมอนด์ติดกลับมาฝากเพื่อนๆทุกครั้ง เดือนเมษายนที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปโกเบมาด้วยเช่นกันเห็นยี่ห้อใหม่ (หรือเปล่าไม่แน่ใจ เพราะเห็นดอกไม้วางอยู่เต็มร้าน) ที่เปิดขึ้นชื่อร้าน Frantz เลยลองซื้อชีสเค้กมารับประทานดูเพราะเห็นโปรโมทลงนิตยสารหลายเล่ม บอกได้เลยว่าต้องไปลอง แต่ยังไม่ทานสตรเบอร์รี่แห้งเคลือบช้อคโกแลตขาวที่ซื้อมาว่าอร่อยหรือไม่ แล้วจะมาเล่าให้ฟังในโอกาสต่อๆไป เอาเป็นว่าเมืองโกเบเป็นเมืองสวรรค์ของคนชอบทานขนมหวานใครไม่กลัวอ้วนก็แบ่งท้องทานให้เต็มอิ่มกันไปเลยแล้วกัน
พูดเรื่องทานมามากแล้วมาเม้าท์กันเรื่องเที่ยวกันบ้างดีกว่า สำหรับคนที่ชอบแฟชั่นก็ไม่ควรพลาดมาแวะเมืองโกเบเพราะจัดเป็นเมืองที่เป็นผู้นำในเรื่องแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ โดยมีพิพิธภัณฑ์ที่เจาะลึกเรื่องแฟชั่นขึ้นเป็นแห่งแรกของประเทศญี่ปุ่นภายใต้ชื่อ “Kobe Fashion Museum” โดยภายในพิพิธภัณฑ์จะมีโมเดลจัดแสดงวิวัฒนาการการแต่งกายของมนุษย์และมีห้องสมุดให้ผู้ที่สนใจเรื่องแฟชั่นสามารถมาค้นคว้าหาข้อมูล รวมถึงมี Orbis Hall ซึ่งเป็นโถงกว้างที่จัดกิจกรรมทั้งนิทรรศการ แฟชั่นต่างๆและยังมี Kobe Fashion Mart (KFM) ช้อปปิ้งมอลล์ที่จำหน่ายเสื้อผ้าต่างๆมากมาย หรือใครจะไปเดินช้อปปิ้งแถว Sannomiya Center Gai Shopping Street (三宮センター街) และ Motomachi Shopping Street (元町商店街) ก็จะมีร้านรวงจำหน่ายเสื้อผ้าและของต่างๆมากมาย หากใครเคยเห็นภาพเวลาเค้าโปรโมทการท่องเที่ยวเมืองโกเบรับรองว่าต้องเคยเห็นรูปของ Kobe Port Tower ( 神戸ポートタワー) นักท่องเที่ยวนิยมขึ้นไปชมวิวเมืองโกเบทาตัวโครงสร้างเป็นสีแดงตัดกับ Kobe Maritime Museum (神戸海洋博物館) ซึ่งเป็นอาคารทรงทันสมัยสีขาวตั้งอยู่ใกล้เคียงกัน สองอาคารนี้นับเป็นแลนด์มาร์คของเมืองโกเบเลยก็ว่าได้ แถมอยู่ติดกับทะเลเลยทำให้คนนิยมมาเดินเล่นบริเวณแถวนี้กันมากมาย บริเวณใกล้ๆจะมีบริการเรือท่องเที่ยวให้ล่องชมความงดงามของเมืองและยังสามารถเดินมาห้างที่มีชื่อว่า Mosaic ที่ตั้งอยู่ในบริเวณ Harborland (ハーバーランド) ซึ่งจะมีร้านเล็กร้านน้อยน่ารักๆแถมจากบริเวณห้างนี้สามารถถ่ายภาพวิวทะเลโดยมี Kobe Port Tower และกับ Kobe Maritime Museum ตั้งอยู่ตรงกลางซึ่งนับเป็นจุดที่คนนิยมมาถ่ายภาพกันมากที่สุดก็ว่าได้ ไม่ค่อยอยากแนะนำให้ไปเที่ยวย่านไชน่าทาวน์ในเมืองโกเบเท่าไหร่เพราะมีขนาดเล็ก ยกเว้นใครอยากหาอาหารจีน ขนมจีบ ซาลาเปารับประทานหรือไหนๆมาทั้งทีมีเวลาไปแวะก็โอเค สำหรับไชน่าทาวน?อยากให้ไปแวะที่เมืองโยโกฮาม่ามากกว่า
อีกที่ที่ควรแวะไปแวะไปเก็บภาพเป็นที่ระลึกได้แก่โมเดลจำลอง “เท็ตสึจิน หุ่นเหล็กหมายเลข 28” ที่สร้างขึ้นภายใต้โครงการ Kobe Tetsujin Project หลังจากที่มีโมเดลของกันดั้มไปตั้งที่บริเวณโอไดบะในโตเกียวมาแล้ว คราวนี้หุ่นยนต์ยักษ์หมายเลข 28 นี้ถูกสร้างขึ้นมาเป็น Talk of the Town ล่าสุดของเมืองโกเบซึ่งเพิ่งสร้างเสร็จเมื่อปลายปีที่ผ่านมานี้เองและเปิดตัวอย่างเป็นทางการวันที่ 4 ตุลาคม 2009 โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะสร้างสัญลักษณ์ประจำเมืองหลังจากที่เกิดเหตุการ์แผ่นดินไหวในปี 1995 มีความสูงถึง 18 เมตรและทำจากเหล็กหนักถึง 50 ตันใช้เงินในการหุ่นยนต์นี้ถึง 135 ล้านเยน โดยจัดตั้งอยู่ที่สวน Wakamatsu เขตนางาตะในเมืองโกเบ โดยเจ้าหุ่นยนต์เหล็กนี้เป็นคาแรคเตอร์ของการ์ตูนในยุคญี่ปุ่นใช้โทรทัศน์ขาวดำเลยก็ว่าได้ วาดโดยนักวาดการ์ตูนชื่อว่า Mitsuteru Yokoyama ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกตั้งแต่ พ.ศ. 2501 โดยถูกนำมาเป็นการ์ตูนอนิเมชั่นขาวดำฉายในประเทศญี่ปุ่นระหว่างปี พ.ศ. 2506 – 2508 รวม 83 ตอนจากนั้นถูกนำไปฉายในอเมริกาด้วยเช่นกัน โดยใช้ชื่อในภาษาอังกฤษว่า Gigantor ต่อมาในปี พ.ศ. 2523-2524ถูกนำมาทำเป็นภาพยนต์สีโดยใช้ชื่อว่า Iron Man หรือในภาษาญี่ปุ่นว่า “TETSUJIN 28-go (鉄人28号)” ยังเคยถูกนำไปทำเป็นวีดีโอเกมส์ของ PSP2 ในปี 2004 อีกด้วย โดยส่วนตัวได้แวะไปถ่ายภาพเป็นที่ระลึกมาด้วยเช่นกันเพียงแต่รู้สึกบรรยากาศโดยรวมของบริเวณที่ตั้งมันอาจจะดูเงียบเหงาไปซักหน่อย ไม่รู้ว่าจะหาซื้อของที่ระลึกตรงไหน ก็น่าเสียดายที่อุตส่าห์สร้างและลงทุนถึงขนาดนี้แล้วน่าจะมีอะไรให้คนที่แวะมาเยี่ยมชมได้มีกิจกรรมอื่นๆทำมากกว่าการแวะมาถ่ายภาพเท่านั้น
ท้ายสุดอยากแนะนำให้ไปแวะแช่น้ำพุร้อนอที่อาริมะ หรือที่ทุกคนรู้จักกันในนาม “Arima Onsen” ซึ่งเป็นแหล่งน้ำแร่ที่หายากมากที่สุดในโลกเพราะอุดมไปด้วยแร่ธาตุหลัก 9 ชนิดทั้งธาตุเหล็ก กำมะถัน ไฮโดรคาบอนเนต คลอไรด์ ซัลเฟด เป็นต้น จึงมีชื่อเสียงในเรื่องการรักษาโรค บริเวณอาริมะนี้มีที่แช่น้ำพุร้อนสาธารณะอยู่ 2 แห่งได้แก่ คินโนะยุและกินโนะยุ รวมถึงมีที่ที่ให้คนทั่วไปสามารถแช่เท้าได้ฟรีอีกด้วย สำหรับจุดน้ำพุร้อนที่แช่เท้าในภาษาญี่ปุ่นจะเรียกกันว่า “อะชิยุ” หากเปรียบเทียบสถานที่ที่เคยไปแช่น้ำพุร้อนสาธารณะของอาริมะออนเซ็นนั้นไม่ค่อยเน้นเรื่องบรรยากาศซักเท่าไหร่ยกเว้นไปพักในโรงแรมหรือเรียวกังที่มีบริการน้ำพุร้อนและเน้นธรรมชาติที่สวยงาม แต่หากเน้นเรื่องคุณภาพแล้วก็นับเป็นประสบการณ์ที่ดีที่น่ามาแช่น้ำพุร้อนที่เลื่องชื่อเรื่องสรรพคุณต่างๆดูแถมบริเวณใกล้เคียงยังมีร้านรวงน่ารักๆให้เดินเล่น หลังแช่น้ำอีกด้วย หลังแช่น้ำเสร็จอาลองแวะไปชมความงดงามของเมืองโกเบยามค่ำคืนบนยอดเขาร็อคโกะที่มีชื่อเสียงซึ่งโรแมนติคไม่แพ้เมืองอื่นๆเลยก็ว่าได้ และยังมีร้านอาหารที่สามารถชมวิวสวยงามของเมืองอยู่หลายร้านซึ่งทำให้คุณสามารถเก็บความประทับใจของเมืองโกเบไปอีกนานเลยทีเดียว
 

62,101 View
Last Update : 14 July 2010 16:32