22,October,2017
 
หากพูดถึงสุดยอดของการห่อของขวัญขอยกให้กับชาวญี่ปุ่นที่ช่างนึกช่างคิดกับวิธีการห่อของขวัญจนทำให้ผู้รับไม่อยากแกะเลยก็ว่าได้ การแลือกของให้กับผู้อื่นนั้นถือว่าเป็นศิลปะอย่างหนึ่งก็ว่าได้ มิใช่ว่านึกจะให้อะไรก็ให้ แม้กระทั่งการให้ของในแต่ละโอกาสนั้นก็แตกต่างกันออกไปเพราะฉะนั้นในเรามาเรียนรู้ถึงมารยาทการมอบของขวัญและการเลือกของให้กับผู้อื่นในแต่ละเทศกาลกันดีกว่า
โอกาสที่ชาวญี่ปุ่นมักจะมอบของขวัญนั้นส่วนมากจะแบ่งเป็น 3 เรื่องหลักๆอาทิ การแสดงความยินดีในโอกาสต่างๆเช่น วันเกิด วันแต่งงาน การจบพิธีการศึกษา ขึ้นบ้านใหม่หรือได้รับเลื่อนตำแหน่ง เป็นต้น ต่อมาจะมอบให้ตามเทศกาลหรือพิธีกรรมต่างๆอาทิ วันปีใหม่ วันคริสมาสตร์ วันวาเลนไทน์ หรือแม้กระทั่งเด็กที่อายุครบ 3, 5 และ 7 ขวบ พิธีนี้จะเรียกว่าพิธี Shichigosan คือเมื่อบ้านใดที่มีเด็กครบตามอายุเหล่านี้พ่อแม่จะจับแต่งชุดกิโมโนแล้วพาไปศาลเจ้าเพื่อขอพรให้ลูกของตนเองนั้นเติบโตด้วยสุขภาพที่แข็งแรงและเป็นคนดี ดังนั้นหากเพื่อนสนิทมิตรสหายที่ทราบก็มักจะส่งของขวัญมาให้ในโอกาสนี้ด้วยเช่นกัน สุดท้ายจะเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยน่าจะยินดีเท่าไหร่คือการมอบของในงานศพหรือเวลาเยี่ยมคนป่วยที่ไม่สบาย ทั้งนี้ของที่ให้อาจจะเป็นของขวัญหรือเงินซึ่งผู้ให้จะคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของผู้รับเป็นหลัก
ตามสถานที่ต่างๆจะมีการให้บริการการห่อของขวัญซึ่งเราสามารถแจ้งให้พนักงานทราบว่าเราต้องการให้เป็นของขวัญโดยอาจจพูดง่ายๆว่า “Purezentoyoo-ni onegaishimasu” (プレセントようにおねがいします)แค่นี้เราก็จะได้ของขวัญที่ถูกห่อให้อย่างสวยงามไปฝากเพื่อนๆได้แล้ว ต้องบอกว่าที่ญี่ปุ่นนั้นเค้าห่อให้แทบทุกอย่างทั้งในห้างสรรพสินค้าหรือร้านค้าทั่วไป เคยแวะไปซื้อเครื่องเขียนทั้งปากกาและสมุดลายน่ารักต่างๆที่จริงจะซื้อกลับมาใช้เองพอเค้าถามว่าจะให้ห่อของขวัญหรือเปล่า ไหนๆก็ถูกถามแล้วเลยคิดว่าจะห่อให้ก็ไม่เสียหายพอรับมาถึงกลับเกรงใจเพราะปากกาที่ซื้อเป็นสิบด้ามเค้าห่อให้ทุกด้ามพร้อมติดโบว์อย่างงามไม่รู้ว่าค่าห่อจะแพงกว่าราคาของหรือเปล่า ตามร้านเค้กต่างๆยิ่งตื่นตาตื่นใจกันใหญ่เพราะเค้าจะทำเป็นเซ็ทให้เลือกอย่างสวยงามหรือหากเราจะสั่งแค่เพียงชิ้นเดียวเค้าก็พิถีพิถันกับทุกรายละเอียดทั้งใส่น้ำแข็งแห้งในกล่องเค้กเพื่อไม่ให้ละลายลงในกล่องที่งดงาม หากซื้อเค้กสำหรับวันเกิดเค้าก็จะให้เทียนวันเกิดมาด้วยโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม สำหรับลูกค้าแล้วญี่ปุ่นถือว่าการลงรายละเอียดในจุดเล็กๆน้อยๆเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ลูกค้ากลับมาอุดหนุนอีกในอนาคต พอแต่ละร้านต่างแข็งขันกันทำของสวยๆงามๆและบริการที่ดีผลประโยชน์ก็ตกไปอยู่ที่ลูกค้านั่นเอง
สำหรับของที่นิยมซื้อฝากนั้นก็จะขึ้นอยู่กับโอกาสที่จะมอบให้ ช่วงปีใหม่ของที่นิยมให้จะเป็นอาหารที่นิยมรับประทานในวันปีใหม่ซึ่งเรียกว่า “โอเซจิเรียวหริ” (おせち料理Osechi-ryoori) ซึ่งรวมของทานที่มีความหมายดีๆ ใครติดตามในฉบับก่อนๆคงเคยอ่านบทความเกี่ยวกับเรื่องของปีใหม่มาบ้างแล้วจึงขอละไว้ในที่นี้เรามาพูดถึงสถานการณ์ทั่วไปกันดีกว่า หากเราถูกเชิญไปรับประทานอาหารที่บ้านคนญี่ปุ่นก็สามารถซื้อเป็นเค้ก ขนมหวานหรือเครื่องดื่มติดไม้ติดมือไป ถึงแม้เจ้าบ้านจะบอกไม่ต้องนำอะไรมาแต่ก็ถือว่าเป็นมารยาทที่จำเป็นเป็นอย่างยิ่ง ควรหลีกเลี่ยงของสดหรือไอศครีมที่อาจต้องรีบแช่เย็นหรือรับประทานในเวลาอันสั้นเพราะบางครั้งทำให้เจ้าของบ้านต้องจัดหาพื้นที่ในการเก็บของเข้าตู้เย็นซึ่งกินเนื้อที่พอสมควร พยามยามอย่าซื้อของที่แพงมากเพราะจะสร้างความอึดอัดใจให้กับผู้รับ และหากซื้อขนมที่แพ็คเป็นชิ้นๆลงกล่องพยามยามหลีกเลี่ยงจำนวนที่ไม่เป็นสิริมงคลสำหรับคนญี่ปุ่น อาทิ เลข 4 ออกเสียงว่า “ชิ” (四Shi) ซึ่งไปพ้องกับคำว่า “ชิ” (死Shi) ที่หมายถึงความตายในภาษาญี่ปุ่น เลข 9 “คุ” (九 Ku) ซึ่งไปพ้องกับ คุ” (苦 Ku) ที่แปลว่า เหนื่อยยาก ลำบาก หนักใจ เป็นต้น วิธีการนำของไปมอบให้นั้นในอดีตจะนิยมนำของขวัญที่ห่อเสร็จเรียบร้อยห่อด้วยผ้าญี่ปุ่นที่เรียกว่า “ฟุโรชิคิ” ( 風呂敷 Furoshiki ) มีลักษณะเป็นผ้าเช็ดหน้าผืนใหญ่มีขนาดมาตรฐานคือ 45 เซนติเมตรหากใหญ่กว่านี้จะมีขนาดประมาณ 68-72 เซนติเมตร ผลิตจากผ้าไหม ผ้าฝ้ายหรือผ้าป่านซึ่งพิมพ์ลวดลายต่างๆ ชาวญี่ปุ่นใช้ผ้าฟุโรชิคินี้ในหลายๆโอกาสประดุจดั่งเป็นกระเป๋าใบหนึ่งก็ว่าได้สามารถนำผ้าแค่ผืนสี่เหลี่ยมผืนหนึ่งมาผูก มัด ห่อ หิ้ว บรรจุของต่างๆ ได้อย่างงดงามโดยมีชื่อเรียกวิธีการผูกแตกต่างกันออกไปจนศิลปะการห่อผ้าฟุโรชิคินี้โด่งดังไปทั่วโลกและเป็นความภาคภูมิใจอย่างหนึ่งของชาวญี่ปุ่น หากเรานำแนวความคิดการใช้ผ้าฟุโรชิคินี้มาทดแทนการใช้ถุงพลาสติกหรือแม้กระทั่งถุงกระดาษก็เป็นการช่วยรณรงค์การลดภาวะโลกร้อนได้อย่างหนึ่งเช่นกัน
หากนำของที่บรรจุด้วยผ้าฟุโรชิคิไปถึงเจ้าบ้านแล้วค่อยๆแกะผ้าฟุโรชิคิออกแล้วจึงนำของขวัญยื่นมอบมอบให้กับเจ้าบ้าน ห้ามวางของที่ยังอยู่ในผ้าฟุโรชิคิบนโต๊ะโดยเด็ดขาดควรแกะของออกมาให้เรียบร้อย อย่าวางกล่องของขวัญลงบนโต๊ะแล้วเลื่อนของไปที่หน้าผู้รับถือเป็นการเสียมารยาทควรยกและวางให้เรียบร้อย หากจะต้องกล่าวถึงการมอบของอย่างมีพิธีรีตรองคงต้องเขียนกันอีกยาว ถือว่าย่อแบบกระทัดรัดแล้วสามารถนำไปใช้กันได้ง่ายๆดีกว่า ถึงแม้เราจะเป็นชาวต่างชาติแต่หากเราเรียนรู้มารยาทพื้นฐานไว้ก่อนก็ถือเป็นการให้เกียรติเจ้าบ้านและเชื่อว่าชาวญี่ปุ่นเองก็คงจะยินดีที่เห็นชาวต่างชาติให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมของเค้า
กรณีที่เราต้องการมอบเงินให้กับชาวญี่ปุ่นแทนสิ่งของเนื่องในโอกาสต่างๆเงินที่ใส่นั้นควรเป็นเงินใหม่และควรเลือกใช้ซองที่เหมาะสม ซองที่ใส่เงินซึ่งเรียกว่า “โนฉิบุคุโร่” (のし袋Noshibukuro) นั้นจะถูกจัดแบ่งประเภทเอาไว้เรียบร้อย โดยสรุปคร่าวๆได้แก่ ซองที่ใส่สำหรับงานแต่งงานจะมีตัวอักษรคันจิที่เขียนว่า “โคโตบุคิ” (寿 Kotobuki) ซึ่งหมายถึง เรื่องน่ายินดี สิ่งมงคล การอวยพร ซึ่งบนซองจะมีโบว์ที่เรียกว่า “มิซึฮิคิ” (水引きMizuhiki) ซึ่งเป็นสีทองและสีเงินผูกไขว้อย่างสวยงาม เฉพาะมิซึฮิคิที่ว่านี้เค้ามีการสอนผูกโบว์สไตล์ญี่ปุ่น (Tradition Japanese Knots) ในรูปแบบต่างๆตีพิมพ์ออกมาจำหน่ายกันจริงจังเลยทีเดียว และถูกนำไปใช้เป็นสัญลักษณ์ของแคมเปญการแข่งขันเป็นผู้จัดงาน Olympic 2016 ของญี่ปุ่นอีกด้วยซึ่งสื่อถึงความสามัคคีและเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน โบว์ที่นิยมนำไปใช้ตกแต่งเหล่านี้อาจจะทำจากกระดาษ ไหม หรือเส้นลวดเป็นสีต่างๆแล้วแต่ใครจะนำไปดีไซน์ในรูปแบบที่ตนเองชื่นชอบ แต่ส่วนมากจะมีลักษณะรูปทรงมาตรฐานที่นิยมใช้กันอยู่ สำหรับงานศพเส้นลวดที่ใช้ผูกโบว์จะเป็นสีขาวและดำ
กลับมาเรื่องซองกันดีกว่าซองที่เยี่ยมไข้จะมีอักษรคำว่า “โอมิมาอิ” หรืออาจจะออกรวบเสียงเป็น “โอมิมัย” (お見舞 Omimai) ซึ่งหมายถึงการเยี่ยมคนป่วยเขียนอยู่บนซอง หากเป็นซองที่อยากมอบซองเงินให้ในการแสดงความยินดีในการสอบเข้าโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยก็เลือกซองที่เขียนว่า “นิวกั่กคุอิวัย” (入学祝いNyuugaku-iwai) ยังมีซองอีกหลายประเภทซึ่งจะใช้ตัวอักษรและสีของโบว์ที่แตกต่างกันออกไป สามารถซื้อหาได้ตามร้านเครื่องเขียนต่างๆและเขียนชื่อผู้ให้ที่ด้านล่างของโบว์ที่ผูก เคยแอบซื้อกลับมาเป็นที่ระลึกอยู่เหมือนกันแต่ไม่เคยมีโอกาสได้ใช้ในเมืองไทยซักทีเพราะในบ้านเราหากไปงานแต่งงานก็นิยมซองสีชมพู สีแดงซึ่งเป็นสีมงคลมากกว่าที่จะให้ซองสีขาวที่มีตัวอักษรดำซึ่งผู้รับอาจไม่ยินดีสักเท่าไหร่
ชาวญี่ปุ่นยังมีวัฒนธรรมในการมอบของให้ในช่วงฤดูต่างๆโดยจะเป็นการส่งของไปให้ผู้ที่เคารพหรือใกล้ชิด เจ้านาย ลูกค้าแม้กระทั่งให้เจ้าหนี้ที่มีบุญคุณต่อการให้ยืมเงิน ของที่มอบให้ในช่วงฤดูร้อนประมาณเดือนกรกฎาคมจะเรียกว่า “โอชูเก็ง” ( お中元Ochuugen)
และช่วงฤดูหนาวเรียกว่า “โอเซะโบ่ะ” ( お歳暮Oseibo) ซึ่งส่วนมากจะนิยมให้ของใช้ที่จำเป็นหรือของที่ผู้รับรับประทานในชีวิตประจำวันอาทิ เครื่องปรุงสำหรับอาหาร เครื่องครัว เบียร์ ผลไม้ ขนม หรือแม้กระทั่งเนื้อสดๆ ของดองต่างๆเค้าก็ยังมีจัดส่งให้กัน หากเดินตามห้างสรรพสินค้าจะมีเซ็ทของต่างๆมาจัดวางให้เลือกแบบตระการตา หากใครไม่มีเวลาส่งไปให้เองทางร้านค้าหรือตามห้างเค้าก็จะมีบริการจัดส่งไปให้ถึงบ้านผู้รับตามวันที่เราระบุ แต่แน่นอนว่าหากนำไปมอบให้เองก็เป็นการแสดงถึงความพิเศษของผู้ให้ ทั้งนี้บางท่านนึกไม่ออกว่าจะซื้ออะไรก็จะมีการซื้อเป็นเช็คของขวัญมอบให้แทนโดยผู้รับสามารถนำไปใช้ได้ตามที่ต่างๆ ได้ ซึ่งจะมีเช็คของขวัญมูลค่าตั้งแต่ 3,000 – 100,000 เยน หรือจะเป็นเช็คที่ผู้รับสามารถเลือกนำไปใช้บริการด้านต่างๆอาทิ ร้านอาหารหรูๆ โรงภาพยนตร์ ฯลฯ
ที่จริงการให้หรือรับของขวัญนั้นเป็นธรรมเนียมที่นิยมของทุกประเทศก็ว่าได้ผู้ให้ก็เพลิดเพลิดกับการสรรหาผู้รับก็ยินดีที่มีคนนึกถึง เพียงแต่การให้ของสำหรับชาวญี่ปุ่นนั้นพิถีพิถันกว่าชาติอื่นๆก็ว่าได้ หากใครต้องหาของไปให้เพื่อนๆชาวญี่ปุ่นก็ลองเอาธรรมเนียมที่เกริ่นไว้ข้างต้นไปเป็นข้อมูลในการพิจารณาเผื่อว่าจะเป็นประโยชน์ในการตัดสินใจ หากใครมีคำถามหรืออยากทราบเรื่องใดเกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่นสามารถส่งอีเมลมาได้ที่ japannavi@study-in-japan.com ได้นะคะ
 

9,878 View
Last Update : 14 July 2010 16:26