22,October,2017
 
ปีๆหนึ่้งผ่านไปไวเหมือนโกหกหลังจากเหน็ดเหนื่อยกันมาตลอดทั้งปีเชื่อว่าเทศกาลปีใหม่ที่กำลังมาถึงนี้เป็นช่วงที่หลายท่านกำลังรอคอย แน่นอนว่าสถานที่ท่องเที่ยวในที่ต่างๆนั้นต่างแน่นขนัดไปด้วยรถราและผู้คนซึ่งใครที่ยังไม่ได้วางแผนอะไรเลยระวังที่พักจะเต็มเสียหมด โดยส่วนตัวแล้วช่วงปีใหม่กลับชอบที่จะอยู่กับครอบครัวที่บ้านมากกว่าไปแย่งกันเที่ยวแย่งกันทาน แต่ในขณะเดียวกันหากต้องเลือกที่จะไปเที่ยวที่ไหน ช่วงปีใหม่ก็เป็นช่วงที่คิดว่าน่าท่องเที่ยวที่สุดเพราะทั้งสถานที่ที่ไปนั้นมักจะร่วมใจกันตกแต่งสถานที่พร้อมประดับประดาไฟกันอย่างงดงาม ผู้คนรอบข้างต่างเต็มไปด้วยใบหน้าที่รื่นเริงเลยทำให้บรรยากาศโดยรวมดูเป็นใจที่จะเฉลิมฉลอง ช่วงเศรษฐกิจแบบนี้มาร่วมกันเที่ยวไทยกันดีกว่าเงินทองจะได้ไม่รั่วไหลแต่สำหรับใครที่วางแผนไปต่างประเทศก็อยากให้นึกถึงปรเทศญี่ปุ่นเพราะเป็นช่วงที่น่าเที่ยวมากที่สุดช่วงหนึ่งก็ว่าได้ เคยเขียนเล่าบรรยากาศและสิ่งที่ชาวญี่ปุ่นนิยมทำกันในช่วงปีใหม่ในคอลัมน์ที่ผ่านๆไปบ้างแล้ว สำหรับฉบับนี้อยากแนะนำสิ่งที่น่าทำในเทศกาลปีใหม่ในหลากมุมโดยเรามาเริ่มกันจาก
NAVI 1. เอร็ดอร่อยกับปูในฤดูหนาวในจังหวัดฮอกไกโด
เหมาะสำหรับผู้ที่มีนิยาม “เรื่องกินเรื่องใหญ่เรื่องตายเรื่องเล็ก” (หรือเปล่า...) ในช่วงปีใหม่มีของน่าท๊าน...น่าทานวางจำหน่ายอยู่ละลานตาทั้งในห้างสรรพสินค้าหรือร้านอาหารต่างๆ ใครที่ชอบทานปลาดิบช่วงนี้นับว่าเหมาะมากเพราะอากาศหนาวเย็นปลาและอาหารทะเลต่างๆจะสดมาก หากไกลแค่ไหนก็ไม่หวั่นหล่ะก้อ ให้บินตรงไปทานปูทาราบะ ญี่ปุ่นจะเรียกว่า "ทาราบะกานิ" หรือที่เราๆรู้จักกันในนามปูอลาสก้าซึ่งเป็นปูยักษ์ตัวใหญ่พอๆกับใบหน้ามักจะนำมาเสริฟเป็นสุกี้หม้อไฟหรือบางแห่งจะเสริให้ฟเฉพาะขาปูนำมาย่างทานจิ้มกับน้ำจิ้มซึ่งเป็นซีอิ๊วรสเปรี้ยวเรียกว่า "Ponsu"หากติดน้ำจิ้มแจ่วหรือน้ำจิ้มทะเลไปด้วยหล่ะก้อรับรองว่าเพอร์เฟค หรือปูอื่นๆก็ยังมีปูขนตัวไม่ใหญ่แต่เนื้อจะหวานอร่อย คนญี่ปุ่นนิยมทานบริเวณไข่ปูที่เรียกว่า “มิโสะ” แต่คนไทยอาจจะไม่ค่อยชอบทานเท่าไหร่ ใครไปที่ห้างจะเห็นข้าวกล่องซึ่งจัดวางเนื้อปูแบบชนิดเต็มเปรี่ยมไม่หวงก้างวางจำหน่ายอยู่ในช่วงนี้จนทำให้อดใจซื้อไม่ไหว ร้านที่ขายปูหม้อไฟดังๆก็คือร้าน "Kanidooraku" เป็นร้านที่ออกรายการทีวีแชมเปี้ยนอยู่หลายครั้งมีสาขาทั้งในโอซาก้า โตเกียวและอีกหลายๆเมืองให้สังเกตุสัญลักษณ์ mascot ปูตัวโตๆที่หน้าร้าน นอกจากปูอาหารทะเลอื่นๆอาทิหอยโฮตาเต่ะ (Hotate) หรือหอยเม่น ก็เป็นฤดูที่น่าทานที่สุดใครอยากทานหลายๆอย่างก็สั่ง "ไคเซ็นด้ง" (Kaisendon) ซึ่งเป็นข้าวหน้าปลาดิบและอาหารทะเลรวมเนื้อปลาดิบจะหวานอร่อยไม่มีกลิ่นคาว คนไทนหลายคนที่ไม่ทานปลาดิบอยากให้ลองทานดูซักครั้งรับรองว่าจะติดใจ
NAVI 2. เพลิดเพลินกับการเล่นสกีและชมลิงแช่น้ำที่นากาโน่
จังหวัดนากาโน่และฮอกไกโดเป็นจังหวัดที่ทั้งชาวญี่ปุ่นและชาวต่างชาตินิยมมาเล่นสกีและสโนบอร์ดกันมากที่สุดเพราะจัดว่ามีหิมะที่สะอาดและคุณภาพเหมาะสมต่อการเล่น หากไม่อยากไปไกลจากโตเกียวก็แนะนำให้ไปนากาโน่จะสะดวกกว่าเพราะสามารถนั่งชิงกันเซ็นได้ในระยะเวลาไม่กี่ชั่วโมงจึงมีสกีรีสอร์ทเปิดขึ้นใหม่มากมายเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นทุกปี ที่นิยมไปกันก็ที่ "Hakuba" เป็นสกีรีสอร์ทที่นิยมมากสำหรับผู้มาเล่นสกี นากาโน่ถูกขานว่าเป็นเมืองพี่เมืองน้องกับประเทศสวิสเซอร์แลนด์ทั้งความสวยงามของธรรมชาติ สภาพอากาศและภูเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะตลอดทั้งปีแถมยังเคยเป็นเจ้าภาพจัดกีฬาโอลิมปิคในปี ค.ศ. 1998
ที่จริงอยากแนะนำให้ขับรถไปเที่ยวเองจะดีกว่าแต่อาจต้องนำ Navigator นำทางที่มีภาษาไทยหรืออังกฤษติดตัวไปด้วยสำหรับผู้ที่ไม่สามารถอ่านภาษาญี่ปุ่นได้ แต่ใครที่อ่านออกอยากให้ใช้เครื่องที่ติดกับรถเช่าจะดีกว่าเพราะของญี่ปุ่นเองเค้าละเอียดมากมาก (ขอใส่ มากมาก ให้อีกสองทีเพราะฉลาดจริงๆ) ขนาดป้ายโฆษณาบิลบอร์ดที่เห็นอยู่ตรงหน้าล่าสุดยังแสดงให้เห็นในเครื่องเรียกว่าหใช้เลงไม่ได้โดยเด็ดขาด ล่าสุดหลังจากติดใจการใช้เครื่องนำทางที่ญี่ปุ่นเลยตัดสินใจซื้อยี่ห้อ ....ที่มาบุญครองเพราะบางทีนัดลูกค้าก็ขับไปไม่ค่อยถูกความคิดกับเส้นทางมันไม่ค่อยประสานกันดีซักเท่าไหร่ อุตส่าห์เลือกยี่ห้อที่เค้าแนะนำกันว่าเจ๋งที่สุดแล้ว ลองตั้งไปสิบที่ไปได้จริงไม่เกินสามแห่งและที่ที่ไปได้ต้องหาประเภทสถานที่ที่คิดว่าใกล้เคียงที่สุด รถยังจอดติดไฟแดงแต่รูปรถในจอคงไม่ทันใจวิ่งไปเรื่อยเลี้ยวเองบ้างตามใจฉัน พอโทรไปถามว่าข้อมูลมันมาจากดาวดวงไหนมันถึงไม่สมบูรณ์ขนาดนี้คนซื้อก็บอกว่าลงข้อมูลล่าสุดให้แล้วลองใช้ดีๆ ก็อยากจะบอกว่าไอ้ที่ให้ใช้ดีๆเนี่ยมันหมายความว่ายังไงกดดีๆหรือจำทางเองดีๆ ทั้งหาด้วยเลขที่บ้าน เบอร์โทร ชื่อถนน มันก็ไม่ออกมาซะที พอบ่นมากไปคนขายก็ให้เหตุผลที่เราไม่รู้จะพูดอะไรต่อว่าบ้านเราข้อมูลมันไม่ดี ถนนหนทางไม่ค่อยเป็นระบบ เครื่องนี้เหมาะกับคนที่อยากหาร้านอาหารและห้างสรรพสินค้าต่างๆมากกว่าหาข้อมูลจริงจัง (อ้าว แล้วทำมายเจ๊เพิ่งจะมาบอกเอาตอนนี้..มาร่วมกันด่าอีก...เฮ้อสมน้ำหน้าตัวเองที่บ้าโปรโมชั่น ) ขอกลับมาเรื่องเราดีกว่าใกล้ปีใหม่แล้วทำใจให้เย็นเข้าไว้ถึงแม้บ้านเราตอนนี้อากาศก็ไม่ยอมเย็นด้วยก็ตาม ใครมาที่นากาโน่ควรหาโอกาสไปแวะดูลิงขนฟูไฮโซที่ชอบแช่น้ำพุร้อนซึ่งสามารถไปชมกันได้ที่ Jigokudani Yaen Koen โดยสังเกตุป้าย Snow Monkey Park เสียค่าเข้าชมประมาณ 500 เยน ซึ่งลิงเหล่านี้จะนิยมมาแช่ช่วงฤดูหนาวเป็นร้อยตัว มันคงรู้ว่าอยู่ในจังหวดที่มีชื่อเสียงด้านน้ำพุร้อนทั้งทีก็ขอเป็นนางแบบนายแบบให้ผู้คนตั้งหน้าตั้งตาชมกันซะเลยดีกว่า ลิงเหล่านี้ถึงคนจะเยอะมายืนมุงดูแย่งกันถ่ายรูปแต่ก็มืออาชีพไม่สนใจสายตาใครแช่กันแบบสบายใจแบบชิลล์ๆ บ่อที่แช่นั้นเป็นบ่อที่สร้างขึ้นให้ลิงเหล่านี้โดยเฉพาะจะถูกทำความสะอาดและใส่น้ำจากภูเขาลงไปใหม่ทุกวัน
NAVI 3. ชมการตกแต่งไฟ
คนญี่ปุ่นจะนิยมไปดูการตกแต่งไฟตามต้นไม้หรือต้นคริสต์มาสที่จัดขึ้นอย่างอลังการเพียงปีละครั้งเหมือนดั่งในบ้านเรา มักจะเรียกการตกแต่งไฟนี้ว่า "Illumination" เมืองใดที่โปรโมทความสวยงามเรื่องอิลูมิเนชั่นมากหน่อยโรงแรมและสถานที่แถวนั้นก็จะแน่นขนัดไปด้วยผู้คน เมืองที่มีชื่อเสียงด้านการตกแต่งไฟนี้หลักเลยก็มี White Illumination ที่โอโดหริพาร์คในเมืองซัปโปโรตั้งอยู่ใจกลางเมืองหรือที่เมือง Hakodate ก็โรแมนติคไม่แพ้กัน แต่ถ้าใครไปช่วงเดือนสองต้องไปแวะชมการจุดไฟในถ้ำน้ำแข็งที่เมืองโอตารุให้ได้ชื่อว่างาน Otaru Yukiakarinomichi หรือ Otaru Snow Light Path และเค้ายังมีการจุดเทียนลอยในคลองโอตารุกันหลายร้อยดวง
กลับมาเรื่อง Illumiantion กันต่อที่โปรโมทมากหน่อยโดยเฉพาะองค์การท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่นในช่วงหลังๆนั้นก็คือที่เมือง Sendai อยู่ในโซนอีสานญี่ปุ่นมีชื่อเสียงเรื่องลิ้นวัวใช้ชื่องานว่า Sendai Pageant of Starlight สามารถเดินไปได้จากสถานีเซ็นไดแต่โดยส่วนตัวไม่ค่อยประทับใจซักเท่าไหร่หากตั้งหน้าตั้งตาไปดูเลยคงไม่คุ้ม ที่ที่มีชื่อเสียงเพิ่มขึ้นทุกปีๆก็คือที่ Kobe Luminarie หรือเรียกว่า Kobe Illumination Festival ที่จัดได้ยิ่งใหญ่ขึ้นตลอดประมาณวันที่ 4-15 ธันวาคม จัดขึ้นที่ Higashi Yenchi Park ใกล้สถานี JR Motomachi ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1995 มีผู้คนตั้งหน้าตั้งตามาชมปีละหลายล้านคนไปโกเบแล้วก็จะได้ถือโอกาสไปแวะทานเนื้อสเต็กตบท้ายด้วยขนมเค้กอร่อยๆตามร้านเบเกอร์รี่ต่างๆที่ต้องหาทานเมื่อมาถึง ร้านเค้กที่แนะนำคือที่ร้าน A la compagne อร่อยจนไปเปิดสาขาที่โตเกียวหลายแห่ง อีกแห่งที่เหมือนได้ไปทั้งญี่ปุ่นและเหมือนอยู่ในยุโรปคือที่ Town of lights ใน Huis Ten Bosch ออกเสียงประมาณว่า เฮ้าส์ เท็น บอช ตั้งอยู่ในจังหวัดนางาซากิ สามารถเดินทางไปโดยรถไฟใช้เวลาชั่วโมงครึ่งหรือจะไปโดยรถบัสก็ได้ เสียค่าเข้าประมาณ 2,000 - 5,800 เยนตามราคาเด็กและผู้ใหญ่หรือจะแค่เข้าชมหรือเล่นเครื่องเล่นด้วย ที่นี่ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในหมู่บ้านฮอลแลนด์ หน้าร้อนจะมีฟาร์มดอกทิวลิปให้ถ่ายรูปกันบริเวณหน้ากังหันช่วงปลายปีก็ไม่ยอมน้อยหน้าที่อื่น มีการตกแต่งไฟทั้งสถานที่อย่างงดงามซึ่งถ้าใครมาแล้วก็ควรพักในนี้ไปเลยมีโรงแรมห้าดาวสามารถชมความสวยงามได้จากห้องนอน ไม่วุ่นวายเหมือนที่อื่นๆเหมาะสำหรับคนอยากหาที่สงบๆและยังได้ชมการตกแต่งไฟในเวลาเดียวกันเนื่องจากคนไม่มากนักไฟที่ตกแต่งเค้าก็ปิดตั้งแต่สามทุ่มกว่าๆที่เหลือก็นอนพักผ่อนหย่อนใจไปเพราะสถานที่ค่อนข้างห่างจากตัวเมืองเรียกว่าเข้าโรงแรมแล้วก็อย่าออกไปไหนจะสะดวกกว่า
สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุดสำหรับผู้ที่ไม่อยากออกนอกโตเกียวก็สามารถหาชมการตกแต่งไฟได้ตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ ที่เห็นสวยๆก็จะมีที่ Takashimaya แถว Shinjuku Southern Terrace หรือจะไปย่านเท่ห์ๆหน่อยก็สามารถไปที่แถว Tokyo Midtown เดินไปใกล้ๆกันยังมี " Artelligent Christmas" ที่ย่าน Roppongi Hills คนชอบชมไปดื่มไปก็ควรไปที่ Ebisu Garden Place เพราะที่นั่นมีโรงเบียร์ Yebisu ให้เลือกชนิดต่างๆแต่ห้ามกินอาหารเด็ดขาดเพราะเหมาะกับการประทังชีวิตเท่านั้น สุดท้ายที่อยากแนะนำในโตเกียวก็คือการแต่งไฟที่ใช้ชื่อ Lightopia ในย่าน Marunochi ซึ่งเรียกชื่อนี้อาจจะงงแต่หากบอกแถวสถานีโตเกียวก็คงถึงบางอ้อ ลองไปเดินชมดูทุกๆท่านรับรองจะมีปีใหม่แห่งความทรงจำที่ดีเพิ่มอีกหนึ่งปี
NAVI 4. กราบนมัสการขอพรปีใหม่กันที่วัดญี่ปุ่น
ปีใหม่ทั้งทีเป็นโอกาสดีที่จะหาความสงบสุขและความสงบให้แก่ตนเองบ้างก็ถือเป็นการเอาฤกษ์เอาชัย ในประเทศญี่ปุ่นมีวัดมากมายทั้งเล็กและใหญ่ในแต่ละจังหวัด คนญี่ปุ่นนิยมไปสักการะที่วัดหรือตามศาลเจ้าโดยจะเริ่มจากเที่ยงคืนของวันที่ 31 ธันวาคมจนถึงสัปดาห์แรกของเดือนมกราคม โดยเรียกพิธีการนี้ว่า "ฮัตสึโมเด่ะ" (Hatsumoude) โดยสถานที่ที่ชาวญี่ปุ่นนิยมไปนั้นคือ ศาลเจ้าเมจิจิงกุย่านฮาราจูกุ จากประตูวัดเดินฝ่าต้นไม้สูงใหญ่เข้าไปถึงตัวศาลเจ้าประมาณ 350 เมตร ที่วัดนี้มีผู้คนนิยมมาใช้สถานที่ในการจัดงานแต่งงาน ใครที่อยากเห็นชุดแต่งงานเหมือนในหนังเรื่องโกโบริที่เจ้าสาวสวมชุดขาวๆทาแป้งหนาๆค่อยๆย่องๆ ให้มาที่ศาลเจ้านี้รับรองว่ามีโอกาสได้เจอกว่าแปดสิบเปอร์เซนต์ไปทีไรมีคู่แต่งงานทุกครั้งไม่รู้ว่าเราเลือกวันดีหรือเค้ามีงานกันเกือบทุกวัน จะมีผู้คนมาขอพรที่ศาลเจ้าเมจิจิงกุในช่วงนี้ประมาณปีละสามล้านคน อีกวัดในโตเกียวได้แก่วัด "วัดอาสะกุสะ" (Asakusa Temple) ที่จริงชื่อวัดคือวัด "เซ็นโซจิ" ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอาสะกุสะ มีโคมแดงใหญ่เป็นสัญลักษณ์ วัดที่ดังในจังหวัดจิบะคือวัด "นาริตะซัง" (Naritasan 成田山) อยู่ไม่ไกลจากสนามบินนาริตะ ทัวร์ไทยนิยมจัดพาไปที่วัดนี้แล้วตามด้วยการช้อปปิ้งที่ห้างอิออนพลาซ่า เดินไปจะได้ยินแต่เสียงคนไทย วัดที่นิยมไปในจังหวัดฟุคุโอกะคือวัด "ดาไซฟุ" (Dazaifu Temple) ที่วัดนี้ดังเรื่องการขอพรด้านการเรียนจึงมีนักเรียน นักศึกษามาขอพรกันมากมาย ส่วนในเกียวโต "ฟูชิมิอินาริ" (Fushimiinari Taisha Shrine 伏見稲荷大社) หรือใครที่คุ้นกับฉากในภาพยนตร์เรื่องเกอิชาที่มีประตูโทริอิสีแดงเป็นแถวทอดยาวนับหมื่นต้นก็จะต้องรู้จักที่นี่อย่างแน่นอน ประตูไม้โทริอินี้มีความยาวประมาณ 4 กิโลเมตร ก่อนเข้าถึงตัวศาลเจ้า มีรูปปั้นสุนัขจิ้งจอกตั้งอยู่มากมายเพราะเป็นศาลเจ้าที่สร้างขึ้นมาเพื่อบูชาจิ้งจอกซึ่งเชื่อว่าเป็นฑูตของเทพเจ้าเรื่องการเก็บเกี่ยว ในวัดนี้จะมีหินยกที่ให้เราขอคำทำนายในสิ่งที่กังวลหรืออยากได้คำตอบซึ่งเราจะต้องยกสองครั้งตามที่เค้ากำหนดซึ่งเราจะรู้สึกหนักหรือเบาก็คงจะมีแต่เราเท่านั้นที่รู้จริงต้องไปทดลองยกดู ที่จริงบ้านเราเองก็มีการให้ลองวิธีนี้อยู่แต่จะไปลองเวอร์ชั่นญี่ปุ่นดูบ้างก็ไม่เสียหาย ที่จริงยังมีวัดอื่นๆอีกเยอะ เคยได้ยินคนมาไหว้แก้บนเรื่องการขอบุตรที่วัดหลวงพ่อโต ที่วัดคามาคุระ ซึ่งเชื่อว่าเป็นพระอมิตาภะพุทธเจ้าซึ่งเปี่ยมไปด้วยความเมตตาและช่วยเหลือมนุษย์ให้พ้นทุกข์ในโลกปัจจุบันอยู่ไม่ไกลจากเมืองโยโกฮาม่ารวมถึงโตเกียวใครที่มีบุตรยากก็ลองไปขอพรกันดู
NAVI 5. สวรรค์ของนักสะสมของ Limited Edition!
ช่วงปลายปีเป็นช่วงที่ทุกที่นำเสนอของที่ออกแบบเฉพาะเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่โดยเฉพาะจึงเหมาะกับคนที่ชอบของประเภท Limited Edition ของที่นิยมซื้อกันช่วงปีใหม่ในประเทศญี่ปุ่นก็คงแล้วแต่รสนิยมของแต่ละท่านสำหรับสาวๆก็คงจะเป็นของประเภทขนมต่างๆซึ่งจะมี packaging สวยๆออกมาล่อลวงให้เราอดใจไม่ไหวนีบว่าเป็นกลยุทธฺ์ทางการตลาดอย่างหนึ่งที่แข่งขันกันอย่างดุเดือดในญี่ปุ่นเลยเป็นความโชคดีของผู้บริโภคไป ปฎิฑินน่ารักๆสมุดจดงานก็มีลวดลายใหม่ๆทุกปี แต่ที่ออกมาเหมือนเดิมแต่ขายดีตลอดคงเป็นสมุดจดงานประจำปีของ "มูจิ " (Muji) สีขาว สีดำและสีธรรมชาติ สมัยก่อนช่วงคริสต์มาสยังมีสีแดงออกมาจำหน่ายปีหลังๆหายไปคงผิดคอนเซบป์ทางร้าน ก็เป็นความเก่งกาจของชาวญี่ปุ่นที่สามารถสร้างแบรนด์ที่ไม่มีแบรนด์ออกมาขายดีเป็นเทน้ำเทท่าโด่งดังไปทั่วโลกรวมถึงบ้านเราด้วยปรัชญาแห่งความเรียบง่ายและพอเพียง (เหมาะกับประเทศของเราที่รณรงค์ให้มีมุมมองไปในทิศทางเดียวกัน) เชื่อหรือไม่ว่าหมวดสินค้าอาหารที่ขายดีที่สุดคือเครื่องแกงเขียวหวานบ้านเรานั่นเอง ที่จริงชื่อเต็มๆของมูจิก็คือ "มูจิรุชิ เรียวฮิน" (Mujirushi Ryohin 無印良品) สาขาระหว่างกินซ่าและยูรัคโช่เป็นสาขาใหใครหาที่ดีญ่สาขาหนึ่งที่น่าเดินเพราะของเยอะดี หรือถ้าใครหาที่ทานข้าวของที่มีคุณค่าต่อสุขภาพลองไปทานที่ Muji Cafe ตรงตึก Piccadilly ใกล้ OIOI หรือเดินไม่ไกลจาก Studio Alta ที่นี่ก็มีมูจิสามสี่ชั้นโดยร้านอาหารอยู่ชั้นใต้ดิน อีกแบรนด์ที่ห้ามพลาดสำหรับของซื้อง่ายให้คล่อง (ของฝาก) ก็คือเสื้อผ้าร้าน Uniqlo ซึ่งนับวันจะใหญ่ขึ้นๆ แถมปีนี้เจ้าของ Mr.Tadashi Yanai เพิ่งได้รับรางวัลผู้ที่รวยสุดในญี่ปุ่น เรียกว่าเจ้าของนินเท็นโดตกไปอยู่อันดับสาม ตอนนี้เลยมีดีไซเนอร์ต่างชาติมาช่วยออกแบบ ใครไปลอนดอนคงเห็นร้าน Uniqlo บนถนน Oxford ก็น่าภูมิใจแทนชาวเอเชียที่มีสินค้าไม่แพ้ยุโรป ใครจะคิดว่าอุตสาหกรรมเสื้อผ้าจะทำให้กลายเป็นคนรวยที่สุดในญี่ปุ่นมากกว่าเรื่องเทคโนโลยี ตอนนี้ต่างชาติเลยพยายามบุกญี่ปุ่นบ้างโดยยี่ห้อเสื้อผ้าทั้ง H&M, Forever 21 เลยรีบขยายสาขาแบบซื้อตึกในแต่ละที่กันยกใหญ่หลังจากคนต้องต่อเข้าคิวกันเป็นชั่วโมงในสาขาแรกเพราะราคาไม่สูงแต่เน้นดีไซน์ ใครมีความฝันอะไรก็ขอเป็นกำลังใจให้สู้ๆ !
NAVI 6. จิบเครื่องดื่มเย็นๆพร้อมแช่นำพุร้อนกลางทะเลสาบน้ำแข็งที่ Shikaribetsu Ices Village
ในจังหวัดฮอกไกโดทางตอนใต้ของอุทธยานแห่งชาติบริเวณภูเขาไดเซ็ทซึ (Mt.Daisetsu) ซึ่งเป็นภูเขาที่เกิดจากการประทุของภูเขาไฟเมื่อสองหมื่นกว่าปีก่อน สถานที่ที่อยากแนะนำให้ลองไปแวะดูนั้นมีชื่อว่า Shikaribetsu Kotan Ices Village ในเมือง Shikaoi คำว่า Kotan เป็นภาษาของชาวไอนุซึ่งเป็นชนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่บนเกาะฮอกไกโดตั้งแต่ในอดีต มีความหมายว่าหมู่บ้าน โดยมีจุดขายที่ทุกอย่างสร้างจากน้ำแข็งทั้งทำเป็นอาคารน้ำแข็งพร้อมมีของตกแต่ง บาร์น้ำแข็ง (Ice Bar) พร้อมเสริฟด้วยถ้วยที่ทำจากน้ำแข็งเช่นกัน และมีการสร้างโบสถ์จากน้ำแข็งเช่นกัน แต่ที่น่าลองคือเค้ามีการเจาะที่แช่น้ำบนทะเลสาบแห่งนี้โดยเจาะเป็นวงกลมสามารถลงไปแช่น้ำพุร้อนได้ ทั้งหมดนี้ถูกสร้างขึ้นเพียงแค่ช่วงหน้าหนาวตั้งแต่ปลายเดือนมกราคมถึงปลายเดือนมีนาคม ทั้งนี้คงต้องคอยเช็คสภาพภูมิอากาศของแต่ละปีด้วยเช่นกันเพราะปัญหาภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นทำให้เกิดการคลาดเคลื่อนในระยะหลังหากน้ำที่เกาะตัวมีสภาพไม่แข็งแรงพอก็มิสามารถสร้างหมู่บ้านนี้ขึ้นมาได้ การเดินทางนั้นสามารถนั่งรถบัสไปได้จากสถานี JR Obihiro และสถานี JR Shintoku
NAVI 7. แช่น้ำพุร้อนสไตล์ Onsen & Rotenburo
ฤดูหนาวเป็นช่วงที่เหมาะสมต่อการแช่น้ำมากที่สุดในบรรดาทุกฤดูเพราะเวลาอากาศเย็นแล้วเราได้ลงแช่ในน้ำพุร้อน ร่างกายจะรู้สึกผ่อนคลายและสดชื่นมากๆ น้ำพุร้อนภายในจะเรียกกันว่า ออนเซ็นส่วนประเภทที่ออกไปชมวิวทิวทัศน์ด้านนอกจะเรียกกันว่า โระเท็นบุโร่ ซึ่งแล้วแต่ว่าแต่ละที่จะเลือกโปรโมทวิวประเภทใด บางแห่งจะเน้นเห็นวิวทิวทัศน์ ภูเขาที่ล้อมรอบไปด้วยแมกไม้ ส่วนบางแห่งจะเน้นวิวเมืองที่มองจากมุมสูงของตัวอาคาร บางท่านอาจสงสัยว่าไปแช่กันด้านนอกแล้วชาวบ้านที่เดินไปมาจะมองเห็นเราหรือไม่ จะว่าไม่เห็นเลยก็ไม่ใช่เพราะเวลาแช่น้ำบางครั้งก็เห็นรถที่วิ่งไปมาอยู่ไกลๆเราเห็นรถเพราะฉะนั้นคนในรถก็น่าจะเห็นเราเพียงแต่ตัวเท่ามดก็ทำเป็นเนียนๆกันไปแล้วกัน เพราะคนญี่ปุ่นไม่เพียงแต่แช่ตัวเองอยุ่ในน้ำเท่านั้นเค้านิยมขึ้นมานั่งแช่อยู่ริมขอบอ่างคุยกันโดยมีผ้าผืนเล็กๆวางอยู่บนศรีษะ ผ้าผืนเล็กๆนั่นหน่ะช่วยชีวิตท่านได้สำหรับผู้ที่รู้สึกเคอะเขินที่จะเดินผ่านสายตาผู้คนที่กำลังแช่อยู่ในอ่างก็นำมาบดบังร่างกายเอาไว้ แต่จริงๆแล้วเค้าไม่สนใจเราเสียด้วยซ้ำเพราะฉะนั้นให้ท่านเดินย่องเบาอย่าลุกรี๊ลุกลนเป็นอันใช้ได้ เมืองที่นิยมไปแช่น้ำกันก็มีหลายแห่ง ทั้งฮอกไกโด นากาโน่ ฮาโกเน่ เบบปุ กุมะ เป็นต้นถ้าไปทั้งทีก็ขอให้เลือกพักเรียวกังซึ่งเป็นที่พักสไตล์ญี่ปุ่นและเลือกแบบรวมอาหารเช้าและเย็นที่เรียวกัง จะมีคนมาคอยบริการเสริฟอาหารพร้อมแนะนำว่าอาหารแต่ละชนิดคืออะไร เรียกว่าอะไร ทานอย่างไร จะมีของจุ๊กจิ๊กเสริฟให้ทานมากมายเห็นแล้วรู้สึกคนญี่ปุ่นขยันล้างจานกันมากๆ หากใส่โปรแกรมการแช่น้ำไปในทริปคุณแล้วรับรองว่าจะเป็นการท่องเที่ยวญี่ปุ่นที่สมบูรณ์แบบอย่างแน่นอน
อ่านแต่ละที่ที่แนะนำคงได้บรรยากาศหนาวๆซึมซับกันไปบ้าง ก็ขอให้ปีใหม่ที่กำลังมาถึงนี้เป็นปีใหม่ที่ดีสำหรับผู้อ่านทุกๆท่าน คิดเงินให้ได้เงินคิดทองให้ได้ทั้งเงินทั้งทองไปเลย แต่ที่สำคัญกว่าเงินทองคือเรื่องสุขภาพ อย่าลืมตรวจสุขภาพประจำปีให้เรียบร้อยเพราะการไม่มีโรคนั้นเป็นลาภอันสูงสุด อย่าลืมจำคำว่า " โยอิ โอโทโชฉิ โวะ" (yoi otoshi wo よいお年を) เป็นคำที่ใช้พูดกับใครก่อนจะถึงวันปีใหม่หมายถึงการขอให้ปีที่กำลังมาถึงนั้นเป็นปีที่ดีกับคนที่คุณพบ ส่วนหลังปีใหม่นั้นจะพูดว่า "อาเกมาชิเต่ะ โอเมเดโต โกซัยมาสุ" (agemashite omedetou gozaimasu 明けましておめでとうございます)หมายถึง "สวัสดีปีใหม่" ขอให้ทุกท่านมีความสุขนะคะ
 

9,153 View
Last Update : 14 July 2010 16:24