22,October,2017
 
10 THINGS TO DO @ ODAIBA….
เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิในประเทศญี่ปุ่นทีไรเป็นได้ยินคนรอบกายต่างวางโครงการไปเที่ยวญี่ปุ่นกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง ทุกท่านคงอยากไปชื่นชมดอกซากุระบานซึ่งบานเพียงปีละหนึ่งครั้งกันอย่างแน่นอน เป็นที่น่าแปลกใจกับยุคเศรษฐกิจฝืดเคืองแบบนี้แต่ที่นั่งไปประเทศญี่ปุ่นกลับเต็มกันทุกสายการบินตั๋วแต่ละใบเป็นเงินเป็นทองกันเลยทีเดียว ดูโทรทัศน์ก็มีแต่แคมเปญพาเที่ยวญี่ปุ่น อย่าว่าแต่ใครเลยตัวผู้เขียนก็กำลังจะเดินทางไปทำธุระที่ญี่ปุ่นเหมือนกันในวันพรุ่งนี้ เนื่องจากมีโครงการเตรียมพาคุณโน๊ต อุดมแต้พานิชไปทำเดี่ยวไมโครโฟนครั้งแรกที่ประเทศญี่ปุ่น ใครที่เป็นแฟนพันธุ์แท้คุณโน๊ตก็อย่าลืมตามไปให้กำลังใจกันในวันที่ 3ตุลาคมปีนี้ที่กรุงโตเกียว ส่วนรายละเอียดสามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ของทางไมนิจิฯได้เลยที่ www.study-in-japan.com มาเข้าเรื่องคอลัมน์แนะนำสถานที่เที่ยวในฉบับนี้กันดีกว่า คราวก่อนได้พาไปรับลมหนาวกันที่ฮอกไกโด โนโบริเบ็ตซึ โทยะและฮาโกะดาเต่ะกันไปแล้ว ครั้งนี้ขอกลับเข้ามาที่โตเกียวกันอีกครั้งเพราะมีเพื่อนๆมักจะมาถามว่าถ้ามีเวลาน้อยมากในโตเกียวแต่อยากไปสถานที่ที่ครบรสในหนึ่งวันจะแนะนำที่ที่ไหนดี จริงๆแล้วต้องขึ้นอยู่กับรสนิยมและความชอบส่วนบุคคลมากกว่า เพราะถ้าชอบทานก็อยากจะแนะนำที่ทานแบบมาถึงญี่ปุ่นแล้วจริงๆให้ ใครชอบชมพิพิธภัณฑ์หรือสถาปัตยกรรมโตเกียวก็มีสถานที่ที่ให้ไปชื่นชมทางด้านนี้อย่างมากมายแล้วจะมาเขียนแนะนำเต็มให้คอลัมน์นึงเลยดีกว่า หรือเจ้าแม่นักช้อปปิ้งทั้งหลายมีสถานที่มากมายที่สามารถเพลิดเพลินกับการจับจ่ายใช้สอยตั้งแต่เช้ายันเย็นจนต้องบริหารเงินในกระเป๋ากันให้ดี แต่ช่วงนี้เงินเย็นแข็งตัวขึ้นมากจนใกล้ 40 บาทเข้าเต็มทีซื้ออะไรก็จะแพงไปหมดดังนั้นคอลัมน์นี้ขอแนะนำสถานที่ที่ทุกท่านสามารถเพลิดเพลินได้ตั้งแต่เด็กจนถึงผู้ใหญ่ สถานที่นี้เป็นเกาะที่มนุษย์สร้างขึ้นจากการถมขยะแปรรูปถมอ่าวโตเกียวจนกลายเป็นเมืองใหม่ในนามว่า “โอไดบะ”คาดว่าคนที่ไปญี่ปุ่นบ่อยครั้งจะรู้จักสถานที่นี้เป็นอย่างดีเพราะที่นี่เป็นที่ตั้งของสถานที่ที่จะสร้างความบันเทิงในรูปแบบต่างๆให้ท่านได้อย่างมากมาย
ก่อนจะแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวมารู้ประวัติคร่างๆของโอไดบะกันหน่อยดีกว่า “โอไดบะ” (お台場) ถูกสร้างขึ้นในปี 1853 ในสมัยโชกุนโทกุกะวะด้วยเหตุผลทางการสร้างขึ้นเพื่อป้องกันเอโดะ (ชื่อเรียกของโตเกียวในอดีต )ทางการทหาร ต่อมาในปี 1990ผู้ว่าการรัฐโตเกียวที่มีชื่อว่า Shunichi Suzuki วางแผนพัฒนาที่จะสร้างให้เป็นศูนย์กลางทางธุรกิจและที่พักอาศัยโดยวางเป้าหมายที่จะมีประชากรกรประมาณแสนคนเข้าพักอาศัย พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆเพื่อให้คนมาเริ่มใช้ชีวิตในบริเวณนี้แต่มาเจอกับปัญหาช่วงที่เศรษฐกิจฟองสบู่ของญี่ปุ่นแตกในปี 1991 ถึงแม้เวลาจะล่วงเลยมาจนปี 1995 โอไดบะยังมีจำนวนประชากรเบาบางและบริษัทใหญ่ๆไม่กล้าลงทุนเนื่องจากการเดินทางไม่ค่อยสะดวกและใช้เวลามากในการเดินทางเข้าใจกลางโตเกียวจนกระทั่งอีกไม่กี่ปีต่อมาโอไดบะได้ถูกปรับปรุงเป็นแหล่งธุรกิจและบันเทิง มีบริษัทยักษ์ใหญ่ต่างๆเข้ามาลงทุนรวมถึงสถานีโทรทัศน์ฟูจิได้ย้ายสำนักงานใหญ่มาอยู่ที่นี่ หากใครไปโอไดบะจุดบริเวณหน้าสถานีโทรทัศน์ฟูจินี้ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของโอไดบะเลยก็ว่าได้ เนื่องจากโอไดบะมีพื้นที่กว้างขวางมากจะมีรถไฟสายยูริคาโมโมะ (Yurikamome Line) ที่วิ่งรอบซี่งเป็นสายเฉพาะสำหรับวิ่งรอบโอไดบะโดยท่านสามารถนั่งไปลงจุดสำคัญต่างๆ ปัจจุบันโอไดบะผันกลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาดในการมาเยือนญี่ปุ่น และสำหรับชาวญี่ปุ่นเองเชื่อว่าคู่รักทั้งหลายจะมีภาพของโอไดบะตราตรึงอยู่ในใจกันอย่างแน่นอนเพราะหากใครคิดจะออกเดทหรืออยากสร้างความประทับใจให้กับคนที่รัก โอไดบะจะเป็นสถานที่แรกในใจเลยก็ว่าได้ ดังนั้นตลอดทั้งปีจะมีการจัดงานฉลองเทศกาลต่างๆโดยเฉพาะช่วงเทศกาลปีใหม่หรือในฤดูร้อนที่จะมีการจุดพลุไฟบริเวณอ่าวโตเกียวจะมีผู้คนนับแสนมารวมกันอยู่ที่นี่
1. แวะชมการบันทึกข่าวสถานีโทรทัศน์ฟูจิ
อย่างที่เรียนให้ทราบว่าโอไดบะกว้างขวางมากหากมีเวลาเพียงหนึ่งวันขอแนะนำ 10 กิจกรรมที่ไม่ควรพลาดตามพื้นที่หน้ากระดาษที่จำกัด ส่วนใครคิดว่าหนึ่งวันนั้นไม่เพียงพอก็หาเวลากลับ สถานีโทรทัศน์ฟูจินั้นผลิตข่าวและรายการมากมายในญี่ปุ่นโดยเฉพาะละครที่บ้านเราติดกันงอมแงม ตึกของสถานีโทรทัศน์ฟูจินี้ออกแบบโดย Kenzo Tange (丹下健三) สถาปนิกญี่ปุ่นชื่อดังและชนะรางวัลมากมายซึ่งเป็นคนเดียวกับผู้ออกแบบ Tokyo Metropolitan Government Building, Hiroshima Peace Memorial Museum, Tokyo Dome, Yoyogi National Gymnesium เป็นต้น สามารถขึ้นไปชมวิวแบบพาโนรามาได้ที่ชั้น 25 โดยเสียค่าเข้าชม 500 เยน หากใครไม่อยากเสียเงินก็แนะนำให้ขึ้นไปชั้น 24 ซึ่งขึ้นได้ฟรี และก็มีความสวยงามไม่แพ้กันเมื่อก่อนเข้าชมฟรีแต่พอมีคนนิยมขึ้นมาชมวิวกันมากขึ้นจึงต้องจ้างยามเฝ้ารักษาความปลอดภัยและเริ่มเก็บสตางค์ หากใครชอบชมข่าว ละครลงไปชั้น 5 มีจุดจำลองสตูดิโอที่ให้คนมาเที่ยวได้ถ่ายภาพและจัดแสดงรายละเอียดละครต่างๆซึ่งใครที่ไม่เคยชมรายการญี่ปุ่นมากนักอาจไม่สนุกเพราะทุกอย่างอธิบายเป็นภาษาญี่ปุ่น บางวันจะมีการบันทึกรายการข่าวสดหรืออัดรายการต่างๆซึ่งเราสามารถชมได้ ด้านล่างยังมีจำหน่ายของที่ระลึกต่างๆมากมาย
2. เพลิดเพลินกับวิวแสนโรแมนติคที่ Statue of Liberty & Rainbow Bridge
บริเวณรูปปั้นของเทพีเสรีภาพซึ่งอดีตเคยนำมาจากฝรั่งเศสโดยตั้งอยู่ที่นี่เป็นเวลาหนึ่งปีซึ่งได้รับความนิยมากที่เห็นอยู่ปัจจุบันเป็นแบบจำลองของในอดีตนำมาตั้งตระหง่านอย่างถาวรอยู่หน้าอ่าวโดยมีสะพานสายรุ้งหรือ Rainbow Bridge และหอคอยโตเกียวที่เห็นอยู่ไกลๆเป็นแบคกราวน์ข้างหลัง ซึ่งเป็นจุดถ่ายรูปที่ได้รับความนิยมสูงสุดของการมาโอไดบะก็ว่าได้ ทางห้างสรรพสินค้าที่เชื่อมติดกันในบริเวณนี้จะมีระเบียงยาวด้านนอกที่สามารถเดินชมวิวที่โรแมนติคนี้ได้ยาวตลอด มีละครมากมายที่ใช้สานที่นี้ในการถ่ายทำและเป็นจุดที่ชมพลุไฟในช่วงเทศกาลต่างๆ ใกล้ๆยังมีหาดเทียมที่วัยรุ่นนิยมมานอนเล่นกันก็เตรียมชุดสบายๆไปเดินเล่นริมทะเลก็เก๋ไม่เบา
3. แวะเที่ยว Little Hong Kong ที่Decks Tokyo Beach
Deck of Tokyo Beach เป็นห้างสรรพสินค้าซึ่งแบ่งเป็นสองโซน Island Mallและ Sea Side Mall จุดเด่นของห้างนี้คือชั้นบนจะเป็นที่ตั้งของ Little Hong Kong ซึ่งจำลองบรรยากาศเหมือนอยู่ในประเทศจีน มีร้านรวงมากมายทั้งจำหน่ายสินค้าและหากใครอยากทานอาหารจีนอร่อยๆพวกขนมจีบ ฮะเก๋า อาหารกวางตุ้ง ฯลฯ ก็สามารถมาแวะทานตามร้านต่างๆได้ ในบางช่วงจะมีฟรีคอนเสริตให้ฟังเพลิดเพลินไปกับบรรยากาศบริเวณ Sea Side Deck ติดกับ Decks จะมีศูนย์เครื่องเล่นซึ่งอาจจะเหมาะกับเด็กๆมากกว่าที่Joypolis
4. ชมหุ่นยนต์อาสิโมและเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่ Miraikan
Miraikan (未来館) มิไรคัง แปลว่าสถานที่ของโลกอนาคต เป็นพิพิธภัณฑ์ที่หลายท่านอาจมองข้ามไปเพราะไปเพลิดเพลินกับทั้งร้านรวงและกิจกรรมอีกมากมายที่ทำให้เวลาถูกจำกัดลง ลองแวะมาชมความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ที่นี่ดูแล้วจะได้ความรู้ติดตัวกลับมา ที่นี่มีชื่อในภาษาอังกฤษว่า National Museum of Emerging Science and Innovation สามารถเรียนรู้การมองและการแยกเสียงของหุ่นยนต์และจัดแสดงหุ่นยนต์อาสิโมของบริษัทฮอนด้า ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ที่คนไทยรู้จักกันดี มีจุดจำลองลูกโลกซึ่งแสดงสภาพภูมิอากาศของโลกเราใช้ชื่อว่า Geo-Cosmos ซึ่งมีการวางเตียงนอนให้ลองนอนเพลิดเพลินกับบรรยากาศ ยังสามารถชมโมเดลของอินเทอร์เน็ตหรือแม้กระทั่งการใช้ชีวิตของนักบินอวกาศเวลาออกนอกโลก ห้องที่นักบินอาศัยหรืออาหารที่เค้าทานกัน หรือการนำไอเดียของหลักธรรมชาติมาใช้กับชีวิตประจำวันอาทิการสร้างบ้านโดยใช้แสงธรรมชาติ เป็นการช่วยลดภาวะโลกร้อนด้วยเช่นกัน คนญี่ปุ่นนิยมพาลูกๆหลานๆมาเดินที่นี่เรียกได้ว่าฝึกให้เด็กเรียนรู้วิทยาศาสตร์กันตั้งแต่เล็กๆแต่ผู้ใหญ่อย่างเราก็อดตื่นตาตื่นใจไปด้วยไม่ได้
5. ชมนวัตกรรยานยนต์และถ่ายภาพกับรถ F1 ที่ Mega WEBB
เมก้าเว็บ(Mega Webb Toyota City Showcase) ตั้งอยู่ใน Palette Town ซึ่งเป็นอีกห้างสรรพสินค้าในบริเวณนี้ เหมาะสำหรับคนรักรถยนต์ เพราะเป็นโชว์รูมที่จัดแสดงรถยนต์รุ่นต่างๆของค่ายโตโยต้า มีทั้งรถในอดีตจนถึงสปอตและรถแข่ง Formula1 ที่ใช้แข่งจริงมาจัดแสดงและสามารถขึ้นไปแอคชั่นถ่ายรูปได้รวมถึงมีร้านจำหน่ายของฟอมูล่าวันทั้งร้านให้อิ่มหนำกับคนรักรถกันไปเลย ยังมีบริการให้ทดลองขับรถยนต์จริงภายในอาคารได้อีกด้วยและทางศูนย์จะจัดเวทีเชิญนักแข่งหรือผู้มีความรู้มาเสวนาเรื่องรถให้ฟังพร้อมฉายภาพยนตร์ให้ชมกันฟรี อย่าลืมแวะชม History Garage ซึ่งจัดแสดงรถยนต์ตั้งแต่ในอดีตถึงปัจจุบันแถมบรรยากาศยังทำเป็นสไตล์โบราณมีจำลองปั๊มน้ำมันในอดีตและประวัติรถยนต์รุ่นต่างๆให้ได้ชมกัน หากใครอยากซื้อของเป็นที่ระลึกจะมีมุมจำหน่ายโมเดลรถยนต์จำลองมากมาย มีมุมจัดแสดงผลงานนักประดิษฐ์ของโตโยต้าที่ม่ใช่เกี่ยวกับเรื่องนวัตกรรมอย่างเดียวแต่จะเป็นของใช้อเดียเก๋ๆต่างๆมากมากมายในบริเวณ Universal Design Collection Wall
6. ทานราเม็งจ้าวดังและช้อปปิ้งที่Aqua City & Venus Fort
สำหรับคนไทยน่าจะชอบห้าง Aqua City กันมากที่สุดเพราะเป็นแหล่งรวมร้านค้าที่เราๆรู้จักอาทิ Gap, Disney Store, Comme Ca Ism หรือร้านจำหน่ายสินค้าการ์ตูน Jump และร้าน Snoopy แถมด้านบนยังเป็นแหล่งรวมร้านราเม็งจ้าวดังชื่อว่า Ramen Kokugikan รวมราเม็งจากทั่วญี่ปุ่นที่อยากแนะนำให้ไปลองทานกันดูหากอ่านเมนูไม่ออกก็สามารถดูรูปที่แต่ละร้านจะนำเมนูเด็ดมาให้เลือกระหว่างรอสั่งเกี๊ยวซ่ามารับประทานรับลองว่าจะติดใจ ชั้นล่างของห้างนี้ยังมีร้านจำหน่ายของเล่น Toy R Us ซึ่งใหญ่โตมาก หากซื้อเยอะสามารถใช้บริการจัดส่งไปยังที่พักหรือสนามบินล่วงหน้าได้โดยเค้าจะแพ็คให้เรียบร้อยข้างๆร้านของเล่นนี้ยังมีร้านร้อยเยนซึ่งมีของให้เลือกมากมายเลยทีเดียวชั้นหกและชั้นเจ็ดจะมีทางขึ้นดาดฟ้าซึ่งจะสร้างศาลเจ้าเล็กๆไว้ให้ไปขอพรหรือเสี่ยงเซียมซี หากจำเป็นต้องเลือกเดินเพียงห้างเดียวแนะนำว่าห้างนี้น่าจะดีที่สุด ที่นี่ยังเคยเป็นที่เล่นการแสดงงของ X Japan เมื่อวันที่22 ตุลาคม พ.ศ. 2550 เพื่อทำการถ่ายทำมิวสิกวิดีโอ เพลง I.V. เพลงประกอบของภาพยนตร์ Saw IV อีกด้วย ส่วนอีกห้าง “วีนัสฟอร์ท” (Venus Fort) ที่นี่ให้บรรยากาศเหมือนเดินอยู่ในยุโรป สร้างขึ้นในเดือนสิงหาคมปี 1999 เป็นศูนย์รวมบูติคของร้านเสื้อผ้าแบรนด์ต่างๆมากมาย ตั้งใจทำให้เป็น theme park ของสาวๆเลยก็ว่าได้ ตัวห้างจะเลียนแบบสถาปัตยกรรมยุค Renaissance ของศตวรรษที่ 18 ข้างบนจะทำเป้นท้องฟ้าจำลองซึ่งให้บรรยากาศเหมือนเดินอยู่ด้านนอกอาคาร คนที่มานิยมถ่ายภาพบริเวณรูปปั้นซึ่งเหมือนในประเทศอิตาลีและยังเต็มไปด้วยร้านอาหารอิตาเลียน คาเฟ่ ตลอดสองข้างทางเดิน ข้างในห้างยังมีโบสถ์จำลองเอาไว้เพื่อจัดงานแต่งงานและใครอยากเสียสตางค์ก็สามารถแวะที่คาสิโนที่ตั้งอยู่ในชั้นล่างได้ด้วยในช่วงคริสมาสต์จะมีการประดับประดาไฟอย่างงดงามทั่วบริเวณ
7. ดื่มด่ำบรรยากาศยามค่ำคืนบนชิงช้าสวรรค์ Daikanransha ที่สูงที่สุดในโลก
หากอยากพักเหนื่อยชั่วคราวพร้อมชมวิวทิวทัศน์ของโอไดบะจากมุมสูงขอแนะนำให้ใช้บริการชิงช้าสวรรค์ซึ่งมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง100 เมตรและสูงจากพื้น 115 เมตรหนึ่งรอบใช้เวลาประมาณ 16 นาที ค่าขึ้นท่านละ 900 เยนแต่ถ้ามาหกท่านจะซื้อราคาเหมาในราคา 3,000 เยน มาโอไดบะทั้งที่ก็มาลองขึ้นชิงช้าสวรรค์ที่สูงที่สุดในโลกกันดูสักครั้ง
8. เพลิดเพลินกับงานแสดงสินค้าที่Tokyo Big Sight
Tokyo Big Sight จัดศูนย์แสดงสินค้านานาชาติที่มีงานดีๆมาจัดแสดงตลอดปี หากช่วงที่มาเที่ยวแถวโอไดบะแล้วมีการแสดงสินค้าจัดขึ้นก็อย่าลืมไปแวะเวียนดู เพราะบางงานมีคนบินมาเพื่อชมงานโดยเฉพาะอาทิงานการ์ตูน อนิเมชั่น เกมส์โชว์ ของตกแต่งหรืองานดีไซน์ต่างๆ ลองเช็คตารางงานได้ที่ www.tokyo-bigsight.co.jp บริเวณหน้าศูนย์จะมีเลื่อยใหญ่สีแดงตั้งเป็นสัญลักษณ์อยู่เห็นคนญี่ปุ่นบอกว่าเป็นสัญลักษณ์ของคนทำงาน
9. ล่องอ่าวโตเกียวกับ Himiko Water Bus
อีกรูปแบบของการใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงในการชื่นชมบรรยากาศของอ่าวโตเกียว แค่เห็นเรือที่จะพาเราล่องไปนั้นก็น่าลองขึ้นดูสักครั้งเพราะด้วยรูปทรงที่เหมือนจรวดอวกาศแต่ที่จริงผู้ออกแบบอยากให้เป็นทรงหยดน้ำตาโดยเรือนี้มีชื่อว่า “ฮิมิโกะ”(Himiko Water Bus) ตั้งชื่อตามพระนามจักรพรรดินีฮิมิโกะที่เป็นที่รู้จักในฐานะจักรพรรดินีหญิงในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น ด้านบนเรือเป็นกระจกใสในรูปแบบ 3D เห็นวิวแบบ360 องศามีความยาว 33.3 เมตร จุผู้โดยสารได้ 171 คน ออกแบบโดย Leiji Matsumoto ซึ่งเป็นนักวาดการ์ตูนที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง เค้าอยากออกแบบเรือให้เป็นที่ชื่นชอบของเด็กๆ เรือจะวิ่งตรงระหว่าง Odaiba Seaside Park ไปยังวัด Asakusaซึ่งเป็นวัดที่คนไทยนิยมไปแวะสักการะเจ้าแม่กวนอิมและเป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดในโตเกียว หากใครเที่ยวโอไดบะเสร็จถือโอกาสไปแวะเดินเล่นที่วัดได้ ระหว่างทางบางทีจะเห็นนกนางนวลบินวนเวียนไปมาที่บริเวณเรือสามารถถ่ายรูประหว่างทางปด้วยนับว่าคุ้มเลยทีเดียว ค่าใช้จ่ายต่อเที่ยวราคา1,520 เยน
10. แช่น้ำพุร้อนที่ Oedo Onsen Monogatari
สำหรับคนที่ชอบแช่น้ำพุร้อน มิใช่ว่าแถวนี้จะมีแต่ห้าง ร้านค้าให้เพลิดเพลินอย่างเดียว หากเมื่อยกับการช้อปปิ้งก็ลองไปผ่อนคลายกล้ามเนื้อกันได้ที่ โอเอะโดะ ออนเซ็น (大江戸温泉 ซึ่งต้องนั่งรถไฟสายยูริคาโมเมะไปลงที่นี่โดยตรง ด้านในมี 2 ชั้นโดยจำลองบรรยากาศย้อนยุคให้เหมือนกับสมัยเอโดะ (ค.ศ.1603-1868) เปิดเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2546 และมีชุดยูกาตะหลากหลายสไตล์ให้เลือกใส่สามารถเดินออกไปแช่เท้าหรือภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า “อาชิยุ”(Ashiyu)ด้านนอกได้อีกด้วย เป็นหนึ่งในที่แช่น้ำพุร้อนที่มีชื่อเสียงที่สุดในโตเกียว น้ำพุร้อนที่โอเอโดะ ออนเซ็นมาจากการเจาะอ่าวโตเกียวลึกลงไป 1,400 เมตรเพื่อนำแร่ธรรมชาติจากใต้ดินขึ้นมาแต่ละอ่างจะออกแบบตามสถานที่สำคัญ 35 แห่งของโทไกโดะ ซึ่งเป็นเส้นทางการเดินทางจากโตเกียวไปเกียวโตในอดีต กว่าจะมานำน้ำพุร้อนมาให้เราได้แช่กันต้องลงทุนกันขนาดนี้ก็อย่าพลาดโอกาสดีๆแบบนี้ ที่นี่เปิดเวลา 11 โมงถึง 9 โมงเช้าวันต่อไปเลยทีเดียว ค่าเข้า2,900 เยนหากเข้าหลังหกโมงเย็นจะเหลือแค่ 2,000 เยนเท่านั้นราคานี้รวมผ้าเช็ดตัวและชุดยูกาตะเรียบร้อยแล้ว เวลาเข้าก็ให้สังเกตุตัวอักษร女 สำหรับห้องผู้หญิงและ 男สำหรับห้องผู้ชาย ที่นี่เหมาะเป้นที่สุดท้ายประจำวันที่ดีเลยทีเดียว การเดินทางมายังโอไดบะ นั่งรถไฟสาย JR Yamanote มาลงที่สถานี Shimbashi และมาขึ้นรถไฟสาย Yurikamome มาลงที่สถานี Daiba ใช้เวลาประมาณ 15 นาทีราคา 310 เยนช้าหน่อยแต่ได้ชมวิวอ่าวโตเกียวไปในตัวแต่ถ้าไม่อยากเสียเวลาเปลี่ยนรถไฟล่าสุดมีสายริงไคเซ็น (Rinkaisen) ซึ่งมีอีกชื่อว่า TWR (Tokyo Water-front Rapid train) ซึ่งชาวญี่ปุ่นบางคนซึ่งยังไม่เคยรู้จักชื่อนี้ก็มีอยู่มาก สามารถขึ้นจากชินจูกุไปลงที่สถานี Tokyo Teleport เป็นสายตรงซึ่งนับว่าสะดวกมาก ช่วงฤดูใบไม้ผลินี้ก็ขอให้ทุกท่านมีความสุขและสนุกกับการท่องเที่ยวญี่ปุ่นท่ามกลางดอกซากุระบานกันโดยถ้วนหน้าแล้วเจอกันในฉบับหน้า
 

22,663 View
Last Update : 13 July 2010 16:50