22,October,2017
 
“ใครรู้จักเมืองฮิโรชิม่า นางาซากิบ้าง?” คุณครูท่านหนึ่งถาม “รู้จ๊ากกก” เสียงกลุ่มเด็กนักเรียนแย่งกันตอบ แต่พอคุณครูถามต่อว่า “ ไหนลองเล่ามาซิว่าเมืองสองเมืองนี้มีประวัติเป็นมาอย่างไร ?” ทุกคนในห้องเรียนเงียบมีแต่เสียงเด็กคนหนึ่งตอบงึมงำว่า “มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับการโดนระเบิดในสงครามโลกนี่แหล่ะค่ะ” นั่นคือความทรงจำสมัยเด็กๆที่เคยโดนคุณครูถามในชั้นเรียน ซึ่งนั่นเป็นความรู้ที่มีอยู่ในขณะนั้นจริงๆ และไม่ได้รู้สึกถึงความหมายของคำว่า “สงคราม” นั้นมีความร้ายกาจขนาดไหนกับชีวิตมนุษย์ ด้วยตัวเองมีโอกาสไปเยือนประเทศญี่ปุ่นมาหลายครั้งหลายครากว่าห้าสิบครั้งก็ว่าได้และมักจะไปแต่ในเมืองใหญ่ พอเพื่อนชาวญี่ปุ่นถามว่าอยากไปชมเมืองฮิโรชิม่าและนางาซากิกันมั๊ย มีหรือที่ข้าพเจ้าจะปฎิเสธเพราะหาโอกาสไปเองก็คงยากอยู่ ไหนๆความทรงจำเมื่อครั้งยังเยาว์เวลาโดนคุณครูถามเกี่ยวกับสองเมืองนี้ยังคงคาใจอยู่ เราจึงนั่งรถไฟชิงกันเซ็นสายโนโซมิ (Shinkansen) ออกจากสถานีโตเกียวมุ่งตรงไปยังฮิโรชิม่า ราคา15,000 – 17,000 เยน ใช้เวลา 3ชั่วโมง 47 นาที ขอแนะนำว่าถ้าตั้งใจจะไปเที่ยวฮิโรชิม่าอยู่แล้วให้บินตรงไปลงที่สนามบินคันไซ (Kansai International Airport) แล้วนั่งรถไฟไปต่อหรือปัจจุบันมีสายการบินบางแห่งเปิดบริการบินตรงจากเมืองไทยไปลงที่ฮิโรชิม่าได้เลยด้วยเช่นกัน และหากวางแผนที่จะเที่ยวในหลายๆจังหวัด ให้ซื้อบัตร Japan Rail Pass หรือที่เรียกสั้นๆว่า JR Pass ได้ตามบริษัททัวร์ในเมืองไทย จะช่วยประหยัดค่ารถไฟได้มากโดยไม่จำกัดจำนวนครั้งและสามารถใช้ได้ทั่วประเทศญี่ปุ่นตามระยะเวลาที่กำหนด ลองเข้าไปดูรายละเอียดที่ http://www.japanrailpass.net
ฮิโรชิม่า ( Hiroshima 広島) ตั้งอยู่บนเกาะฮอนชู (Honshu 本州) ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่เกาะที่ใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่นซึ่งที่เหลือได้แก่เกาะฮอคไกโด (Hokkaido 北海道) ชิโคคุ (Shikoku 四国) และ คิวชู (Kyushu 九州) เป็นจังหวัดที่มีประชากรอาศัยอยู่ราวๆ 1 ล้านคนและเป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตรถยนต์มาสด้า กลุ่มอุตสาหกรรมรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของประเทศญี่ปุ่นสามารถผลิตรถยนต์ได้วันละ 4,000 คันส่งขายไปยังทั่วโลก สถานที่แรกที่เรามาแวะชมก็คือพิพิธภัณฑ์อนุสรณ์สันติภาพ (Hiroshima Peace Memorial Museum) และ Atomic Bomb Dome หรือเรียกว่า เอบอมบ์โดม วากอาคานี้ยังถูกรักษาในสภาพเดิมตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2เพื่อเป็นสิ่งเตือนใจให้กับชาวโลกและได้รับเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก (UNESCO) ที่พิพิธภัณฑ์เราสามารถเช่าหูฟังคำบรรยายภาษาไทยได้ จะเหมือนได้ย้อนยุคไปในประวัติศาสตร์และเข้าใจเรื่องราวต่างๆได้มากยิ่งขึ้น เหตุการณ์ที่น่าสลดของเมืองฮิโรชิม่านั้นเกิดขึ้น ณ เวลา 8.15 น.ของวันที่ 6 สิงหาคม ปี ค.ศ.1945 ผู้คนบริสุทธิ์นับแสนชีวิตและเด็กไร้เดียงสาต่างต้องเสียชีวิตลงด้วยระเบิดปรมาณูที่ชื่อว่า “Little Boy” และอีกสามวันต่อมาระเบิดลูกที่สองที่เรียกว่า “Fat Man” คร่าชีวิตคนญี่ปุ่นในเมืองนางาซากิไปอีกราว 70,000 คน
จนทำให้ญี่ปุ่นยอมพ่ายแพ้ต่อสงครามในวันที่ 14 สิงหาคม ค.ศ.1945 มีเด็กหญิงที่ชื่อ ซาดาโกะ ซาซากิ (Sadako Sasaki) หนึ่งในผู้เคราะห์ร้ายของแรงระเบิดที่รอดชีวิตมาได้ในขณะที่มีอายุเพียงสองขวบเท่านั้น เมื่อโตจนอายุ 11ขวบพบว่าตัวเองเป็นโรคลูคีเมียหรือมะเร็งในเม็ดเลือดขาว ซึ่งเป็นผลมาจากการรับสารกำมันตะรังสีจากระเบิดปรมาณูจนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เมื่อเพื่อนได้เล่าให้ฟังถึงตำนานการพับนกกระเรียนซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของสุขภาพที่แข็งแรงและอายุยืนยาว หลายคนเชื่อเรื่องความศักดิ์สิทธิในการขอพรหากพับจนครบ 1,000 ตัว จะสามารถอธิษฐานขอพรให้แข็งแรงได้ ซาดาโกะมีความหวังที่จะมีโอกาสมีชีวิตอยู่ต่อไปจึงเริ่มพับนกกระเรียนด้วยร่างการที่อ่อนแอและมืออันผุพองโดยไม่ย่อท้อ ในสมัยนั้นการหากระดาษมาพับนกกระเรียนนั้นหาได้ยากกว่าในปัจจุบันแต่ซาดาโกะก็ไม่ละละในความเพียรพยายามแต่ด้วยความรุนแรงของโรคนี้ทำให้ซาดาโกะเสียชีวิตลงในขณะที่พับนกกระเรียนได้เพียง 644 ตัว เพื่อนๆในชั้นต่างช่วยกันพับนกกระเรียนอีก 356 ตัวจนครบและใส่ในหลุมฝังศพของเธอ จากความพยายามและความสู้ชีวิตจนถึงวินาทีสุดท้ายและเหตุการณ์ในครั้งนั้นกลายเป็นตำนานของการพับนกกระเรียนพันตัว มีคนนำเรื่องราวของเธอมาตีพิมพ์และรวบรวมเงินสร้างอนุสาวรีย์ เพื่อไว้อาลัยเด็กๆที่เสียชีวิตในสงคราม (Children’s Peace Monument) บางท่านจะเรียกว่าอนุสาวรีย์ซาดาโกะตั้งอยู่ใน “สวนสันติภาพ” (Peace Memorial Park)
เป็นรูปเด็กหญิงชูนกกระเรียนสองตัวไว้เหนือศรีษะสื่อถึงความต้องการสันติภาพ และเริ่มรณรงค์ให้โลกยุติการใช้ความรุนแรง ได้กำหนดวันที่ 6 สิงหาคมของทุกปีเป็น “วันสันติภาพ” มีคนจากทั่วทุกสารทิศพับนกกระเรียนเป็นหลายพันหลายหมื่นตัวมาวางรอบๆอนุสาวรีย์ของเด็กหญิงซาดาโกะเพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงความน่ากลัวของสงคราม ได้เห็นคนพับนกกระเรียนมารวมเป็นรูปต่างๆและขณะที่ดูภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น บันทึกจากผู้ที่รอดชีวิตและสิ่งของที่แสดงไว้เป็นเครื่องเตือนใจก็ยิ่งทำให้รู้สึกสลดใจกับสิ่งที่มนุษย์ได้ก่อขึ้น ชีวิตเรางดงามขนาดไหนหากเปรียบกับผู้คนที่ต้องเผชิญกับความน่ากลัวของสงคราม เพียง60 กว่าปีที่ผ่านมาผู้คนที่ยังมีชีวิตจนถึงปัจจุบันคงยากที่ลืมเลือนกับเหตุการณ์ที่ตนเองพบเจอและได้ผลกระทบในสิ่งที่ตนเองมิได้ก่อขึ้น บทเรียนและเรื่องราวในอดีตคงจะทำให้เราได้เข้าใจถึงความงดงามของชีวิตในโลกที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เราทุกๆคนสามารถเริ่มจากจุดเล็กๆที่จะร่วมสร้างสังคมที่มอบความรัก ความเอื้ออาทร ให้อภัยซึ่งกันและกันโดยมีบทเรียนในอดีตที่มิใช่เฉพาะในประเทศญี่ปุ่นแต่รวมถึงความโหดร้ายที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์ต่างๆทั่วโลกในช่วงสงครามโลกเป็นสิ่งเตือนใจ
จากจุดประวัติศาสตร์ที่อาจทำให้บางท่านคิดว่าฮิโรชิม่ามีแต่ความเศร้าหมองแต่แท้จริงฮิโรชิม่านั้นนับว่าเป็นอีกหนึ่งเมืองที่มีเสน่ห์ไม่แพ้ที่อื่นเลยทีเดียวเพราะมีทั้งประวัติศาสตร์ ความงดงามของธรรมชาติและโบราณสถานอีกมากมาย ท่านจะมีโอกาสได้ขึ้นรถรางไฟฟ้า (Romen Densha 路面電車) ที่ยังคงใช้จนถึงปัจจุบันเหมือนกับได้ย้อนยุคไปในอดีต ในตัวเมืองฮิโรชิม่าเองก็มีห้างสรรพสินค้าชื่อ “ไดมอนด์ซิตี้” (Diamond City) ที่คนในเมืองนิยมมาจับจ่ายใช้สอย แต่มาฮิโรชิม่าทั้งทีขอแนะนำให้ไปเที่ยว “ปราสาทอิวาคุนิ” ที่ถูกบูรณะขึ้นในปี ค.ศ. 1962 มีกลิ่นอายของสถาปัตยกรรมแบบยุโรปภายในเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงพวกชุดเกราะและดาบต่างๆ
อีกปราสาทที่สวยงามได้แก่ “ปราสาทฮิโรชิม่า” (Hiroshima Castle 広島城 ) สร้างขึ้นในปีค.ศ. 1598 แต่ถูกทำลายลงโดยจักรพรรดิเมจิในปี ค.ศ. 1868 แต่ได้สร้างขึ้นมาใหม่ล้อมรอบด้วยน้ำทั้งสี่ด้าน แต่นักท่องเที่ยวหลายท่านนิยมไปชมสะพาน “คินไตเกียว” ( Kintaikyo錦帯橋) เป็นสะพานไม้แห่งเดียวที่สร้างโดยไม่ใช้ตะปู ซึ่งอดีตเป็นที่ข้ามแม่น้ำของเหล่านินจามากกว่าเพราะปราสาทในญี่ปุ่นมีให้ชมอีกเยอะโดยเฉพาะปราสาทที่โอซาก้า ที่สะพานคินไตเคียวนั้นอยู่ทางตะวันตกของฮิโรชิม่าในเขตยามากุจิ (Yamaguchi-ken 山口県)
หากใครไม่มีเวลาก็เก็บไว้ในโอกาสต่อๆไปก็ได้ค่ะ โดยส่วนตัวสถานที่ที่ประทับใจในการมาเยือนฮิโรชิม่าในครั้งนี้ก็คือ “ศาลเจ้ามิยาจิม่ะ” (Miyajima Shrine 宮島神社) หรือเรียกอีกชื่อว่า “อิซึคุชิม่ะ” (Itsukushima Shrine 厳島神社) เป็นศาลเจ้าที่เก่าแก่ที่สร้างในศตวรรษที่ 6 ถูกค้นพบในปี ค.ศ.593 มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานกว่า 1,400 ปี ตั้งอยู่บนเกาะมิยาจิม่ะซึ่งได้รับให้ขึ้นทะเบียนให้เป็นหนึ่งในมรดกโลก (World Cultural Heritage) จากยูเนสโก้เป็นแหล่งที่สองของจังหวัดฮิโรชิม่า สามารถซื้อตั๋วแบบ One Day Trip ประเภท Street Car + Ferry ราคา 840 เยนจะรวมรถรางไปกลับและเรือเฟอร์รี่ไปกลับจะคุ้มกว่าการซื้อเป็นครั้งๆไป นั่งจากสถานีฮิโรชิม่าด้วยรถรางสาย 2 มาลงที่สถานี Miyajima –guchi (宮島口駅)
จากนั้นขึ้นเรือไปยังเกาะมิยาจิม่ะ
ทันทีที่เข้าใกล้ตัวเกาะทุกท่านจะเห็น “โทริอิ” หรือประตูวัดสีแดงสดตั้งตระหง่านอยู่กลางทะเลบริเวณหน้าศาลเจ้า คนญี่ปุ่นถือว่าเกาะมิยาจิม่ะเป็น 1 ใน 3 ทัศนียภาพที่สวยงามที่สุดของประเทศญี่ปุ่น ในช่วงที่น้ำทะเลลงจนเหลือแต่โคลนดินที่สามารถเดินไปยังโทริอิ คนญี่ปุ่นจะนำเศษสตางค์ไปวางที่บริเวณโคนเสาเพราะเชื่อว่าจะได้สมหวังตามแรงอธิษฐาน
ทันทีที่ลงจากเรือท่านจะได้พบกับฝูงกวางที่เดินอย่างอิสระและถือว่าเป็นสัตว์สงวนบนเกาะนี้
หลังจากแวะชมศาลเจ้ากันเรียบร้อยแล้วก็มาเดินพักผ่อนตามบริเวณร่านรวงต่างๆที่จำหน่ายของที่ระลึกและขนมต่างๆมากมาย หากมาฮิโรชิม่าอย่าลืมแวะทานหอยนางรมเพราะที่นี่เค้าเลื่องชื่อเป็นอย่างมาก แนะนำให้ทานร้านที่ชื่อว่า Hayashi (ฮายาชิ) เพราะร้านนี้เค้าดังมากและถูกแนะนำโดยนิตยสารต่างๆจึงมีแต่คนดังๆมาแวะทาน สามารถเลือกทานหอยนางรมแบบชุบแป้งทอดจนเหลืองกรอบหรือแบบย่างบนเตารวมทั้งแบบสดแบบบีบมะนาวแล้วรับประทาน ที่ญี่ปุ่นไม่ทานกับชะอมและหอมทอดแบบบ้านเราแต่รับรองว่าอร่อยจนติดใจแน่นอน
จากนั้นเชิญตามด้วยของหนักที่ร้านโอโคโนมิยากิ (Okonomiyaki お好み焼き) หรือพิซซ่าญี่ปุ่นหนึ่งในอาหารคุ้นเคยสำหรับคนไทย “โอโคโนมิ” แปลว่า ประเภทที่ชอบหรือแบบเฉพาะ “ยากิ” แปลว่า ปิ้ง ย่าง
ส่วนผสมหลักก็จะเป็นผักกระหล่ำปลีหั่นให้เป็นฝอยๆแล้วใครชอบหมู กุ้ง ของทะเล หรือชีสก็ใส่ผสมลงไปกับแป้งและไข่คนผสมให้เข้ากันแล้วนำลงไปทอดบนกระทะร้อนจนสุกแล้วราดซ้อสและเครื่องปรุงต่างๆ ซึ่งแบบสไตล์ของฮิโรชิม่านั้นจะไม่เหมือนที่โอซาก้าเพราะจะผัดเส้นโซบะกับผัก ส่วนแป้งของสูตรฮิโรชิม่าจะกรอบกว่าและมีหน้าเดียวโรยด้วยต้นหอมซอยเยอะๆ อร่อยจนผู้ที่รักการกินห้ามพลาด
เมื่อทานของคาวเสร็จแล้วก็มาตามด้วยของหวานกันดีกว่า “โมมิจิมันจู”(Momijimanjyu もみじまんじゅう) ซึ่งแปลว่าเมเปิ้ล เป็นขนมของฝากที่ขายดีที่สุดในฮิโรชิม่า โดยจะเป็นแป้งสอดไส้ถั่วแดงทำเป็นรูปใบเมเปิ้ลมีขายตลอดสองข้างทาง จะมีร้านหนึ่งที่จะขายเป็นชิ้นหากไม่อยากทานเป็นกล่องแถมมีให้เลือกไส้ต่างๆมากมายอาทิ ชาเขียว คัสตารด์ ชีส ถั่วแดง ฯลฯ ที่ร้านนี้จะมีเสื้อญี่ปุ่นให้ลองใส่ถ่ายรูประหว่างรอและจะเสริฟขนมโมมิจิร้อนๆพร้อมชาเขียว สุดท้ายหากใครอยากได้ของที่ระลึกกลับบ้านก็ต้องซื้อทัพพีตักข้าวที่ทำด้วยไม้ จะมีทัพพีไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลกตั้งอยู่ระหว่างทางเดิน ทัพพีไม้ที่ขายนั้นจะมีตั้งแต่ชิ้นเล็กไปถึงชิ้นใหญ่ สามารถซื้อโปสการ์ดไม้ที่ทำเป็นรูปทัพพีสามารถติดแสตมป์และส่งทางไปรษณีย์ไปให้เพื่อนๆเป็นที่ระลึกแต่น่าเสียดายที่ส่งได้เฉพาะในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น ฉบับนี้เราจบกันที่เมืองฮิโรชิม่าก่อนนะคะฉบับหน้าจะมาเล่าถึงเมืองนางาซากิที่มีเรื่องราวหลากอารมณ์ไม่แพ้ฮิโรชิม่าเลยเชียว
 

16,149 View
Last Update : 13 July 2010 16:46