22,October,2017
 
เดินทางเยื่ยมชมวัดอาซากุสะ
ในยุคปัจจุบันที่ความเจริญทางด้านวัตถุนั้นมีผลกระทบต่อจิตใจมนุษย์เรามากพอสมควร ต่างคนต่างต้องการสิ่งที่ยึดเหนี่ยวในจิตใจ คงไม่ใช่เฉพาะเพียงแต่คนไทยเราเท่านั้นหากแต่ทั้งคนญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยก็มีความเชื่อในเรื่องโชคลางและวัตถุมงคลที่เป็นที่พึ่งทางใจ วัดในภาษาญี่ปุ่นนั้นเรียกว่า “โอเทระ” (Otera お寺) แต่ถ้าศาลเจ้าเค้าจะใช้คำว่า “จินจะ” (Jinjya 神社)ในสมัยก่อนนั้นมีการสร้างวัดในประเทศญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก จากการสำรวจของหนังสือบางฉบับกล่าวไว้ว่าธุรกิจครอบครัวที่เก่าแก่ที่สุดในโลกได้แก่ครอบครัว Kongo Gumi ซึ่งทำธุรกิจการสร้างวัดในญี่ปุ่นแต่ผลจากสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในยุคฟองสบู่ได้ขายกิจการให้แก่บริษัทอื่นไปโดยดำเนินการมาทั้งสิ้น 1,428 ปี ปัญหาของสังคมพุธศาสนาในญี่ปุ่นนั้นส่วนหนึ่งมาจากอัตราการเกิดของประชากรชาวญี่ปุ่นที่ลดน้อยลงส่วนคนยุคใหม่ที่จะช่วยในการสนับสนุนพระพุธศาสนานับวันจะมีน้อยลงขึ้นทุกที หลายๆวัดในญี่ปุ่นจึงมีการปรับกิจกรรมทางวัดให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนไปในปัจจุบัน จุดเด่นของวัดในญี่ปุ่นนั้นแตกต่างกันไปบางวัดมีชื่อเสียงเรื่องการจัดสวน ซึ่งสวนของญี่ปุ่นนั้นสร้างตามหลักความเชื่อของลัทธิ “เต๋า” และพุธศาสนานิกาย “เซ็น” ที่สอนให้มนุษย์อยู่กับธรรมชาติอย่างสันติ บางวัดโดดเด่นเรื่องสถาปัตยกรรมที่งดงามและหาดูได้ยาก หรือวัดบางแห่งมีชื่อเสียงเรื่องการขอพรบางประการอาทิ ขอบุตร ขอให้ประสบความสำเร็จเรื่องการเรียน ความรักหรือการค้าขาย เป็นต้น ทุกครั้งที่ตนเองได้มีโอกาสไปประเทศญี่ปุ่นก็จะหาโอกาสเข้าวัดให้ได้ทุกครั้ง สิ่งที่สังเกตุก็คือวัยรุ่นและครอบครัวชาวญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยเลือกการมาวัดในเวลาที่ต้องการพักผ่อนหย่อนใจ มิใช่เพียงแต่เฉพาะเวลาที่ต้องการหาที่พึ่งทางจิตใจ เราลองมาดูกันว่าเค้าทำอะไรในวัดญี่ปุ่นและเค้ามีความเชื่ออะไรบ้างที่คล้ายคลึงกับบ้านเรานะคะ
เวลาที่เราไปวัดที่ประเทศญี่ปุ่นทุกวัดจะมีการจัดตั้งบ่อน้ำไว้ในบริเวณทางเข้าวัดเพื่อชำระล้างร่างกายและจิตใจให้สะอาดโดยบริเวณบ่อน้ำจะมีกระบวยวางอยู่ วิธีที่ถูกต้องคือใช้กระบวยตักน้ำล้างมือขวา จากนั้นล้างมือซ้ายและบ้วนปาก ท้ายสุดใช้มือจับที่ปลายไม้ของกระบวยค่อยๆยกตั้งฉากเพื่อให้น้ำไหลล้างผ่านกระบวยแล้วจัดวางที่เดิม
หากใครเคยไปที่วัดอาซากุสะ (Asakusa 浅草) หรือบางท่านเรียกว่า“วัดเซนโซจิ” หรือวัดโคมแดงเพราะมีโคมแดงที่ใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งมีความสูงถึง 4.5 เมตรตั้งอยู่บริเวณหน้าวัด ผู้คนที่มาวัดนี้เพื่อสักการะเจ้าแม่กวนอิมทองคำองค์เล็กที่ประดิษฐานอยู่ที่นี่มีขนาดเพียง 5.5 เซนติเมตร สิ่งที่ผู้คนนิยมทำกันก็คือการกวักควันธูปเข้าหาตัวเพราะมีความเชื่อว่าจะมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ บ้างก็เชื่อว่ากวักไว้เพื่อจะมีโอกาสได้กลับมาประเทศญี่ปุ่นอีก จะเชื่อหรือไม่คงแล้วแต่ความศรัทธานะคะ
คนญี่ปุ่นเองก็เหมือนคนไทยจำนวนไม่น้อยที่เชื่อในโชคชะตาฟ้าลิขิต ความนิยมการเสี่ยงเซียมซีหรือ โอมิคุจิ (Omikuji おみくじ) เป็นสิ่งที่ชาวญี่ปุ่นชื่นชอบไม่แพ้คนไทย ไม่ว่าจะที่ประเทศญี่ปุ่นหรือประเทศไทยก็ใช้วิธีการเสี่ยงเซียมซีวิธีเดียวกันโดยการเขย่าจนได้ตะเกียบแท่งแรกที่ตกลงมาและจะมีระบุตัวเลขที่ทำนายโชคชะตาแต่ละใบเอาไว้ บางแห่งจะเขียนคำทำนายเฉพาะภาษาญี่ปุ่นซึ่งแม้กระทั่งคนญี่ปุ่นเองยังต้องกุมขมับเพราะใช้ตัวอักษรคันจิที่ยากและภาษาที่ต้องแปลจากญี่ปุ่นเป็นญี่ปุ่นอีกทีคงคล้ายๆกับของบ้านเราที่มักเขียนคำทำนายในรูปแบบกลอนซึ่งผู้ที่ได้รับต้องค่อยๆลุ้นแปลทีละประโยคแต่ท้ายสุดทุกท่านก็คงแค่อยากรู้ว่าดีหรือไม่ดี วัดใดที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมากหน่อยจะพิมพ์คำทำนายเป็นภาษาอังกฤษเอาไว้ก็สบายใจได้ที่ไม่ต้องไปพึ่งพาคนญี่ปุ่น หลายๆท่านเข้าวัดแล้วเจอกิ่งไม้ที่มีกระดาษขาวๆพับไว้ตามจุดต่างๆเต็มต้นว่าคงอยากทราบว่าคืออะไร ใครที่ได้รับข้อความที่อ่านแล้วรู้สึกไม่สบายใจหรือสรุปว่าไม่ดีก็สามารถผูกไว้ตามกิ่งไม้หรือบนเชือกในบริเวณที่ทางวัดจัดตั้งไว้ให้ สังเกตุว่าแต่ละวัดมีคนผูกไว้จนเต็มต้นเลยไม่แน่ใจว่าโอกาสของคนที่จะรับข้อความดีๆนั้นจะมีสักกี่คนกันเชียว อ่านไว้เพื่อเป็นแนวทางก็คงไม่เป็นไรแต่ถ้าใครที่อ่านข้อความไม่ดีแล้วมักมีผลกระทบต่อจิตใจก็ขอแนะนำว่าอย่าไปพึ่งการทำนายเซียมซีดีกว่ายังไงสิ่งที่ดีที่สุดนั้นคือ “อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ” ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน
วัดหลายๆวัดมีการจัดทำวัตถุมงคลที่สามารถนำกลับไปเป็นของฝากให้แก่คนในครอบครัวหรือเพื่อนฝูงได้อย่างดี ที่นิยมกันมากคือเครื่องรางนำโชค ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า “โอมาโมหริ” (Omamori お守り) ซึ่งในถุงเครื่องรางนั้นอาจจะเป็นข้อความที่พิมพ์ลงบนกระดาษหรือใช้วัสดุที่ผ่านการทำพิธีทางศาสนาและนำมาบรรจุใส่ถุงผ้าที่มีลวดลายน่ารัก เก๋ไก๋ อย่างลายอิคคิวซังหรือคิตตี้ก็มีจำหน่ายสามารถนำมาห้อยโทรศัพท์หรือกระเป๋าได้ หรือสามารถพกไว้ในกระเป๋าสตางค์ โดยทางวัดจะจัดถุงเครื่องรางเหล่านี้แบ่งออกตามวัตถุประสงค์ต่างๆเช่น เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง (Traveling) การเงินการค้าขายที่ดี (Trading) ให้สมหวังกับความรัก (Love) เพื่อสุขภาพร่างกายแข็งแรงและอายุยืน (Health) การเรียน (Study) หรือแม้กระทั่งการคลอดบุตรให้ปลอดภัย (Deliver Kids) ทั้งนี้ก่อนซื้อก็ดูให้ตรงตามที่ต้องการนะคะ ถ้าไม่ทราบก็จำความหมายของแต่ละคำไว้ให้ดีนะคะ
วัดที่มีชื่อเสียงทางด้านการศึกษาที่สุดในญี่ปุ่นคือ “วัดดาไซฟุ” (Dazaifu 太宰府) อยู่ในเมืองฟุกุโอกะทางตอนใต้ของญี่ปุ่น ยังไงใครที่อยากขอพรเรื่องการเรียนก็อย่าลืมหาโอกาสไปแวะนะคะ
เคยไปแวะวัดที่มีชื่อเสียงที่สุดของเกียวโตที่มีชื่อว่า “วัดคิโยมิซึ”กันมาหรือยังคะ วัดคิโยมิซึมีความหมายว่าน้ำบริสุทธิ์ มีวิหารไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก จุดเด่นคือการก่อสร้างวิหารไม้นี้ทั้งหมดไม่ใช้ตะปูแม้แต่ตัวเดียววัดนี้มีชื่อเสียงเรื่องน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ไหลจากภูเขาซึ่งจะแยกออกเป็น 3 สายคือสายความรัก สายการเงินและสายสุขภาพ แท้จริงแล้วก็ไหลมาจากต้นสายเดียวกันแต่คงเพื่อความสบายใจของผู้ที่มาขอพร เวลายืนมองคนที่เข้าแถวเพื่อจะรอดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์นี้ก็นึกขำอยู่ในใจเพราะบางท่านที่ทำใจเลือกสายใดสายหนึ่งไม่ได้ก็จะดื่มทั้งสามสาย ไหนๆกล่าวถึงวัดนี้แล้วบางท่านที่ไปไม่เคยทราบว่าภายในวัดนี้ยังมีศาลเจ้าเล็กๆที่ชื่อว่า “ศาลเจ้าเกียวโตจิชู” (Kyoto Jishu shrine) ซึ่งจะเน้นเรื่องความรัก เมื่อขึ้นไปบนศาลเจ้าจะเห็นหินก้อนใหญ่บนพื้นที่วางห่างกันประมาณ 10 เมตรอยู่สองก้อน เพื่อเป็นการทำนายโชคชะตาความรักก็จะนิยมปิดตาแตะหินก้อนหนึ่งและเดินไปแตะหินอีกก้อนหนึ่งให้ได้ก็เชื่อกันว่าความรักที่คุณมีอยู่นั้นจะสมหวัง สิ่งที่สมหวังแท้จริงแล้วน่าจะเป็นเรื่องมิตรภาพของคนรอบข้างที่เป็นแรงเชียร์ให้คุณแตะหินได้อย่างสำเร็จมากกว่าเพราะมันเป็นความรู้สึกที่คุณสัมผัสได้จริง
การขอพรของชาวญี่ปุ่นนอกเหนือจากการกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิประจำวัดนั้นๆแล้วชาวญี่ปุ่นนิยมเขียนคำขอพรลงบน Ema 絵馬(เอมะ) หรือแผ่นไม้ที่มีน้ำหนักเบาตัดเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมหรือรูปต่างๆรวมทั้งพิมพ์รูปของสัญลักษณ์ประจำวัดนั้นๆอาทิ รูปเณรน้อยอิคคิวซังสำหรับวัดคินคะคุจิหรือวัดปราสาททอง รุปสุนัจจิ้งจอกสำหรับวัด Fushimi Inari-taisha ซึ่งเป็นวัดที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องเกอิชา เป็นต้น โดยผู้ขอพรจะเขียนคำขอลงบนกระดาษแล้วนำไปแขวนไว้ซึ่งเชื่อกันว่าสิ่งศักดิ์สิทธิจะรับรู้ไม่ว่าคุณจะเขียนเป็นภาษาใดโดยในแต่ละวัดจะมีจำหน่ายแผ่นเอมะนี้ทุกแห่ง
ก่อนทำการขอพรคนญี่ปุ่นมักจะโยนเหรียญลงในกล่องไม้ขนาดใหญ่ที่มีช่องโยนเหรียญซึ่งกล่องนี้จะเรียกว่า “ไซเซ็นบาโกะ” (Saisenbako) วิธีการคือโยนเหรียญลงในกล่องจากนั้นตบมือสองครั้งและทำการภาวนาอธิษฐาน หากบางแห่งมีห้อยกระดิ่งแขวนอยู่ด้านบนก็สั่นกระดิ่งก่อนตบมือเชื่อกันว่าเพื่อให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้ยินคำอธิษฐาน คนญี่ปุ่นเองนิยมโยนเหรียญห้าเยนที่มีสีทองและรูตรงกลาง เหรียญห้าเยนในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า “โกะเอ็นดามะ” ซึ่งคำว่า “โกะเอ็น”เสียงของคำนี้ไปพ้องกับคำว่าโชคชะตาจึงนิยมใช้เพื่อให้สมความปรานาและบางท่านเชื่อว่าเหรียญที่มีรูจะนำสิ่งที่ไม่ดีทั้งหลายลอดผ่านรูนี้ออกไปซึ่งก็แล้วแต่ความเชื่อที่แตกต่างกันไป

หลายท่านคงจะเคยเห็นตุ๊กตาสีแดงตัวกลมๆที่ไม่มีดวงตาทำจากไม้หนรือกระดาษ วางขายอยู่ในวัดต่างๆส่วนมากจะเป็นวัดที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาสักการะค่อนข้างมาก ตุ๊กตานี้มีชื่อว่า “ดารุมะ” (Daruma) ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งการขอพร โดยมีความเชื่อว่าเมื่อต้องการอธิษฐานสิ่งใดให้วาดตาไว้หนึ่งข้างจากนั้นถ้าสิ่งที่คุณอธิษฐานสัมฤทธิ์ผลก็ให้วาดตาอีกข้างที่เหลือ โดยดารุมะที่ใช้แล้วจะนำมาเผาทุกสิ้นปีที่วัดแล้วไปซื้อตัวใหม่โดยจะมีการจัดวันเผาปีละครั้งเท่านั้นหากพลาดก็จะต้องรอในปีถัดไปปัจจุบันมีการจัดทำดารุมะสีต่างๆแต่ที่นิยมที่สุดคือดารุมะสีแดง หากคุณซื้อให้ใครก็อาจเขียนชื่อของผู้ที่จะให้ไว้ด้านหลังแต่ผู้ที่ขอพรต้องเป็นผู้ที่วาดดวงตาเอง ใครที่ได้รับก็ขอให้สมหวังกันโดยถ้วนหน้านะคะ
ในบ้านเรามีนางกวักเป็นเทพสัญลักษณ์ของการเรียกเงินเรียกทองของผู้ที่ทำการค้า แต่ในภาคญี่ปุ่นนั้น หลายท่านคงคุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดีกับเจ้าแมวตัวกลมที่ยกมือขึ้นข้างลำตัว บางท่านถามว่าการกวักโดยมือซ้ายและมือขวานั้นมีความหมายเหมือนกันหรือไม่ แมวกวักในภาษาญี่ปุ่นนั้นเรียกว่า “มาเนะกิเนะโกะ” (Manekineko 招き猫) ซึ่งเป็นคำที่มีความหมายมาจากการเชื้อเชิญและแมวมาผสมกัน สำหรับการกวักมือขวานั้นเชื่อว่าเป็นการเรียกเงินทองและโชคดีเข้าบ้านส่วนการกวักมือซ้ายนั้นเพื่อการเรียกลูกค้านิยมวางตามร้านอาหารและร้านค้าต่างๆ ยิ่งยกแขนสูงมากลูกค้ายิ่งเยอะเพราะฉะนั้นบางตัวจะดูแขนยาวกว่าปรกติ บางตัวถือปลาเชื่อว่าจะมีกินมีใช้อุดมสมบูรณ์ตลอดไปหรือถ้ามีกลองก็เป็นการเคาะเรียกเงินทอง แมวถือลูกแก้วและพนมมือคือการขอพรส่วนแมวดำที่บ้านเรากลัวๆนั้นคนญี่ปุ่นจะใช้เป็นเครื่องรางป้องกันภัยอันตรายต่างๆ
สุดท้ายขอฝากเรื่องความเชื่อที่ญี่ปุ่นมีเหมือนบ้านเราคือเรื่องของตัวเลข ตัวเลขที่คนญี่ปุ่นไม่นิยมคือเลขสี่ เพราะออกเสียงว่า “ชิ” ที่มีความหมายว่าตาย และอีกตัวเลขคือเลขเก้าซึ่งอาจจะตรงข้ามกับคนไทยที่ชอบเลขเก้า ที่พ้องกับความหมายว่าก้าวหน้า แต่สำหรับญี่ปุ่นนั้นออกเสียงว่า “คุ” ซึ่งพ้องกับความหมายว่าลำบาก คนญี่ปุ่นเองยังเชื่อในเรื่องของอายุที่ควรระวังได้แก่อายุที่ครบ 19 ปี 33 ปีและ42 ปีโดยปีเหล่านี้จะถูกเรียกว่า “ยะคุโดชิ” ซึ่งแต่ละปีจะมีการออกเสียงที่พ้องกับความหมายที่ไม่ดี อาทิ ความลำบาก ความสูญสิ้น ความตายเป็นต้น ดังนั้นใครที่มีอายุครบตามปีเหล่านี้ก็จะนิยมไปทำบุญเพื่อความสบายใจและเสริมความเป็นสิริมงคลให้กับตนเอง
 

17,262 View
Last Update : 13 July 2010 15:15